I Have Moved!!

Image

Dear Food Loving Friends,

I have moved to my new humble yet still scrumptious home at www.ohsirin.com. Please visit me there. Thanks.

Oh

IMG_0107

IMG_0107

ทรานส์ แฟต ไขมันเจ้าปัญหา

สิรินทร์ วงศ์พานิช saleewong@yahoo.com
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
โพสต์เมื่อ : 2008-03-06

เวลานี้ ใครเห็นจะไม่สนใจคำว่า ทรานส์แฟต (Trans Fat) หรือ ไขมันทรานส์ ไม่ได้แล้ว เพราะผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและสุขภาพจากทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ต่างกำลังเร่งสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับไขมันตัวร้ายอันดับหนึ่งนี้ เพราะว่าเป็นสาเหตุหลักในการก่อโรคหัวใจและหลอดเลือดให้กับผู้คนทั่วโลก

การตื่นตัวเรื่องไขมันทรานส์ เป็นเรื่องของวัฒนธรรมการรับประทานของคนตะวันตก ที่เน้นนม เนย ของทอดต่าง ๆ และในเมืองไทย อาหารตะวันตกมีบทบาทบนโต๊ะอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ ดังนั้นการรู้จักไขมันทรานส์ และรู้จักหลีกเลี่ยง ย่อมเป็นเรื่องดีกับสุขภาพของเราทุกคนแน่ ๆ

รู้จักและเลี่ยงเจ้าไขมันชนิดนี้ ทำอย่างไร ไม่ใช่เรื่องยากเกินรู้ ข้อสำคัญรู้แล้วต้องรู้จักกิน เลือกให้ถูกเพื่อร่างกายของเราเอง

อะไรคือไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์แท้จริงนั้น ก็คือไขมันพืชปกติที่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เกิดการอยู่ตัวดีในอุณหภูมิสูง การแปรรูปนี้ทำโดยการอัดอะตอมไฮโดรเจนเข้าไปในโครงสร้างของไขมันเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (poly unsaturated fat) ทำให้ไขมันแบบใหม่นี้สามารถอยู่ตัวได้ดีในอุณหภูมิห้องปกติ ซึ่งสะดวกสำหรับอุตสาหกรรมการทำขนมและอาหาร เพราะนอกจากจะใช้งานได้สะดวกขึ้นแล้ว ไขมันทรานส์ยังไม่เสียง่าย ทำให้ขนมที่ทำจากไขมันชนิดนี้มีอายุยาวนานขึ้น เก็บได้นานขึ้น นอกจากนั้นไขมันทรานส์ยังมีราคาถูก ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องดีในอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันด้านราคา และความสะดวกสบาย

แต่เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีการศึกษาผลเสียของไขมันทรานส์ และพบว่าไขมันชนิดนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นไขมันพืชที่ดูแล้วไม่น่าจะมีพิษภัยอะไร แต่กลับกลายเป็นไขมันตัวร้ายอันดับหนึ่งได้ เพราะนอกจากจะไปเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลว (low-density lipoprotein หรือ LDL) แล้ว ยังไปลดคอเลสเตอรอลชนิดดี (high-density lipoprotein หรือ HDL) ซึ่งเป็นไขมันที่ร่างกายต้องการในการสร้างสมดุลระหว่างคอเลสเตอรอลในร่างกายเราอีกด้วย เพราะอัตราส่วนของ LDL และ HDL นั้นเป็นตัวบ่งชี้ว่า คนคนนั้นจะเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควรหรือไม่ ดังนั้นการมีคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงนั้นไม่สำคัญเท่ากับการมีความสมดุลที่ดีระหว่าง LDL และ HDL และในเมื่อไขมันทรานส์เป็นตัวไปลดคอเลสเตอรอลชนิดดี เราจึงน่าจะมาดูกันสักหน่อยว่า ในชีวิตประจำวันของเราและคนที่เรารักนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ที่จะรับไขมันทรานส์ในแต่ละวัน

ไขมันทรานส์พบมากในอาหารสำเร็จรูปต่างๆ เช่น คุกกี้ มันฝรั่งทอด และ ขนมขบเคี้ยว สารพัดที่เรามักตุนเก็บไว้ในตู้กับข้าว ว่างๆ ก็เอามาหม่ำๆ ๆ…สังเกตดูเถิดว่า อาหารเหล่านั้นมักไม่เน่าเสีย มักไม่มีกลิ่นหืน และมักกรอบอร่อยทุกครั้งที่เราเปิดถุงรับประทาน ซึ่งทั้งหมดเป็นไปได้จากการใช้ไขมันทรานส์ เพราะด้วยคุณสมบัติอย่างที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด แถมยังราคาถูกกว่าน้ำมันปกติ โดยเฉพาะในกิจการขายของทอดอมน้ำมัน เช่น ไก่ทอด โดนัท ลูกชิ้นทอด ปาท่องโก๋ อาหารทั้งของไทยและต่างชาติ น้ำมันที่เป็นไขมันทรานส์สามารถนำมาใช้ซ้ำได้หลายครั้งนี้ นอกจากจะทอดของได้กรอบอร่อยเพราะมีอุณหภูมิเผาไหม้สูงกว่ามากแล้ว ยังไม่ทำให้น้ำมันตกตะกอนอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้คือกระบวนการผลิตที่สะดวกแล้วยังมีราคาถูก คิดดูว่าหากคุณเป็นผู้ประกอบกิจการในสภาวะเศรษฐกิจอันซบเซาแถมยังโดนบีบบังคับด้วยกระแสนิยมบูชาเงินอย่างไร้คุณธรรม คุณจะเลือกใช้น้ำมันอะไร…

เมื่อไม่นานมานี้รัฐนิวยอร์กของสหรัฐ ประกาศว่าจะเป็นรัฐที่ปราศจากไขมันทรานส์ และนิวยอร์กก็ไม่ใช่เพียงหนึ่งในโลกเท่านั้นกำลังต่อสู้กับการบริโภคไขมันทรานส์ โดยให้ผู้บริโภครับรู้ผลเสีย (ที่ถึงตายและแพงกว่าซื้อไขมันดี ๆ เพื่อบริโภค) ของไขมันตัวร้ายอันดับหนึ่งชนิดนี้ นอกจากนั้นประเทศที่พัฒนาแล้ว (แน่นอนว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในข่ายดังกล่าว) รัฐบาลยังออกกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ผลิตแจ้งในฉลากของสินค้าว่า มีไขมันทรานส์อยู่จำนวนเท่าใดอีกด้วย ซึ่งกฎหมายที่ว่านี้เริ่มส่งผลแก่ผู้ผลิตอาหารทั่วโลก ที่ต้องปรับเปลี่ยนสูตรอาหารของตนให้ปราศจากไขมันทรานส์ เพราะไม่งั้นจะขายไม่ได้อีกต่อไป ตัวอย่างเช่น คุกกี้โอรีโอที่มีไขมันทรานส์สูงมาก ก็ต้องปรับปรุงสูตร ในอเมริการ้านแมคโดนัล ก็ต้องเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอดเฟรนช์ฟรายด์ใหม่ให้เป็นสูตรไร้ไขมันทรานส์ แม้กระทั่งเนยขาวยี่ห้อคริสโก้ที่เป็นต้นตำรับไขมันทรานส์ของแท้ ก็ยังต้องเปลี่ยนสูตรให้ปราศจากไขมันทรานส์

ไม่มีไขมันทรานส์ที่แชงกรี-ลา

ที่ประเทศไทยเอง ก็เริ่มมีกระแสเล็กๆ เพื่อผู้บริโภคเกิดขึ้น ที่โรงแรมแชงกรี-ลา หัวหน้าพ่อครัวเบเกอรี่ เชฟฟิลลิปป์ โดเวอ บอกว่าเมื่อประมาณเกือบปีมาแล้ว ทางโรงแรมเริ่มเปลี่ยนสูตรเบเกอรี่ใหม่หมดโดยกำจัดส่วนผสมที่มีไขมันทรานส์ออกไปให้หมด เชฟฟิลลิปป์อธิบายว่าการใช้ไขมันทรานส์ เคยเป็นเรื่องธรรมดาเพราะสะดวก และเนื่องจากเป็นไขมันที่มาจากพืชคนก็เลยนึกว่าไม่น่าจะมีผลร้ายอะไรกับร่างกาย แต่เมื่อมีการค้นพบถึงความร้ายกาจบนความสะดวกนี้ ทางโรงแรมก็เลยเปลี่ยนนโยบาย และตอนนี้เบเกอรี่ทั้งหมดของที่นี่ใช้เนย และช็อกโกแล็ต รวมทั้งส่วนผสมอื่น ๆ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีไขมันทรานส์

เชฟอธิบายต่อว่า ไขมันทรานส์มักเป็นส่วนผสมหลักของสินค้าเบเกอรี่ ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง ครัวซองท์ เค้กต่างๆ โดยเฉพาะเค้กที่ตามสูตรมักต้องทำจากเนย แต่ประเทศไทยอากาศร้อน การใช้เนยขาวและมาการีนจะทำให้ของอยู่ตัวกว่า ตอนนี้เชฟฟิลลิปป์ได้เปลี่ยนมาใช้เนยแท้ 100% ช็อกโกแลตของแท้ (ซึ่งบางครั้งอาจมีส่วนผสมของน้ำมันพืช หรือไขมันทรานส์ เพื่อความอยู่ตัวและเนื้อที่เนียนอร่อย) ไม่ใช้เนยขาวเลยไม่ว่ากรณีใดๆ และทำคุกกี้โอรีโอกันเองในโรงแรม ซึ่งการปรับสูตรนั้นก็ใช่ว่าจะทำกันได้ง่าย ๆ เพราะเนยนั้นใช้ยากกว่า (ละลายง่ายต้องใช้ฝีมือในการนวดแป้ง) ทางโรงแรมจึงต้องฝึกมือคนใหม่กันหมด ผลที่ได้ก็คือครัวซองท์เนยสด และของอบนานาชนิดที่หอมกรุ่นได้กลิ่นของเนยตามธรรมชาติ ที่อร่อยขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว นอกจากเบเกอรี่แล้ว ห้องอาหารทุกแห่งในแชงกรี-ลา ยังถือนโยบายเดียวกันคือปราศจากไขมันทรานส์ มีการเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้สำหรับทอดใหม่หมด และเปลี่ยนสูตรอาหารโดยใช้ของจากธรรมชาติแทน

โอ บอง แปง สูตรไร้ทรานส์แฟต

หากใครแวะไปที่ร้านเบเกอรี่สัญชาติอเมริกัน โอ บอง แปง ตอนนี้จะเห็นป้ายเล็กๆ ประดับไว้แทบทุกตัวสินค้าว่า ‘Zero Gram Transfat’ คือไร้ไขมันทรานส์ นั่นเอง การที่จะบอกว่าอาหารชนิดหนึ่งไร้ไขมันทรานส์ได้นั้น โดยตามกฎหมายขององค์การอาหารและยาของสหรัฐ อนุญาตให้อาหารที่มีจำนวนไขมันทรานส์น้อยกว่า 0.5 กรัม ต่อหนึ่งหน่วยปริมาณการบริโภค (น้อยกว่า 0.5 g/serving) ให้ใช้คำว่า 0 g/serving ได้ แต่ยังไม่อนุญาตให้ใช้ประโยคที่ว่า “ไร้ไขมันทรานส์” (‘trans fat free’) หรือ ‘ไขมันทรานส์ต่ำ’ (low trans fat) ได้เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภค ร้านโอ บอง แปง ในเมืองไทย เริ่มตื่นตัวเรื่องไขมันทรานส์เพราะเป็นกระแสจากบริษัทแม่ ทำให้สาขาที่นี่นำเอาสินค้าที่มีออกสู่ตลาดเข้าห้องแล็บเพื่อตรวจดูจำนวนไขมันทรานส์

คุณ นุจรี ดวงแก้ว ผู้จัดการการตลาดและตราสินค้าของโอ บอง แปง บอกว่าสูตรทั้งหมดของเบเกอรี่ที่โอ บอง แปง มาจากสหรัฐ ดังนั้นย่อมได้รับมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพตามแบบฉบับของร้านที่มีสาขาทั่วโลก

เธอกล่าวอีกว่า การเริ่มติดป้าย ‘Zero Gram Transfat’ ที่ตัวสินค้าหน้าร้าน ทำให้คนไทยเริ่มตื่นตัวเรื่องอันตรายจากไขมันชนิดนี้มากขึ้น แต่ที่โอ บอง แปงนั้น การทำเบเกอรี่เป็นการทำแบบอุตสาหกรรม โดยมีการปั้นแป้ง ขึ้นรูปแป้งให้พร้อมตามชนิดของสินค้าแล้วนำไปแช่แข็งทันทีเพื่อให้แป้งคงสภาพ จากนั้นจึงมีการขนส่งทางรถเย็นไปตามสาขาหลักที่มีเครื่องอบ แล้วนำมาอบสด ๆ ขายวันต่อวัน โดยจะผลิตตามการคาดการจำนวนการขายที่แต่ละร้านมีการรายงานมา ตามสูตรของโอ บอง แปง เนยสดเป็นสิ่งที่ใช้ประจำอยู่แล้ว แต่ก็จะมีส่วนผสมบางชนิดที่ยังจำเป็นต้องใช้อยู่ โดยปัจจุบันกำลังศึกษาแนวทางที่จะเปลี่ยนส่วนผสมให้ไม่มีไขมันทรานส์ให้ได้ทั้งหมด

“ส่วนผสมบางอย่างเช่นเนยขาวหรือชอรต์เทนนิ่ง ยังเป็นส่วนสำคัญเพราะเราต้องใช้เนยขาวทาแม่พิมพ์ก่อนนำขนมไปอบ นอกจากนั้นในขนมบางประเภท เนยขาวยังมีส่วนทำให้เนื้อขนมนุ่มฟูกว่า ซึ่งตอนนี้เรากำลังทำการศึกษาอยู่ว่าจะทำอย่างไรดีให้ขนมของเราทั้งหมดไม่มีไขมันทรานส์เลย โดยไม่เปลี่ยนคุณสมบัติและรสชาติของสินค้า แต่ตอนนี้ก็เพียงไม่กี่ตัวแล้วเท่านั้น” คุณ กาญจนพันธุ์ วิชพันธุ์ ผู้จัดการด้านการวิจัยและตรวจสอบคุณภาพของ โอ บอง แปง อธิบาย

รู้จักไขมัน…รู้จักอร่อย

ทีนี้ใครว่าไขมันทรานส์มีแต่ในไขมันพืชแปรรูปเท่านั้น ว่าไปแล้วไขมันทรานส์ยังเป็นส่วนประกอบของอาหารชนิดหนึ่งที่ธรรมชาติของสัตว์สี่กระเพาะ เช่น วัว ควาย แพะ ผลิตใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทนมเนยอีกด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.วิสิฐ จะวะสิต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า

“เวลาเราดูเรื่องไขมันทรานส์นั้น เราจะต้องดูเรื่องไขมันอิ่มตัวควบคู่กันไปด้วยเสมอ ในการวิจัยและการสำรวจสถานการณ์การปนเปื้อนของกรดไขมันชนิดทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทยของสถาบันนั้น พบว่า อาหารในกลุ่มโดนัททอดทั้งที่จำหน่ายตามรถเข็น ร้านค้าข้างถนน จนถึงยี่ห้อที่มีชื่อเสียงเป็นปัญหามากที่สุด แต่ในการวิเคราะห์ในอาหารกลุ่มอื่น กลับพบว่าไขมันทรานส์เป็นปัญหาน้อยกว่าการที่อาหารหลายอย่างในประเทศไทย มีกรดไขมันอิ่มตัวที่มีมากเกินไป ดังนั้นปัญหาเรื่องความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทยนั้น จึงมีสาเหตุจากกรดไขมันอิ่มตัวเป็นหลัก ทำให้เกิดประเด็นที่ว่า เราไม่ควรละเลยที่จะกำหนดจำนวนไขมันทั้งหมดที่เราบริโภคในแต่ละวันมากกว่า”

ดร.วิสิฐ กล่าวต่อว่า หากจะเรียงกันตามอันดับความแรงของไขมันแต่ละชนิดก็คือ แรงและร้ายอันดับหนึ่งคือ ไขมันทรานส์ เพราะนอกจากจะเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลว (HDL) ยังลดคอเลสเตอรอลชนิดดี (LDL) แรงรองลงมาก็คือ ไขมันอิ่มตัวชนิดต่าง ๆ จากสัตว์และน้ำมันพืชเมืองร้อนเช่น น้ำมันปาล์ม ซึ่งไขมันชนิดนี้เพิ่มแต่ LDL โดยไม่ลด HDL รองลงมาก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (mono unsaturated fat) เช่น น้ำมันมะกอกและน้ำมันจากถั่ว และที่ดีที่สุดต่อสุขภาพก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (poly unsaturated fat) ได้แก่ น้ำมันข้าวโพด นำมันถั่วเหลือง ซึ่งช่วยลด LDL และเพิ่ม HDL ในร่างกาย ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนจากผัก เช่น น้ำมันมะกอก และผลอโวคาโด จะช่วยในการลดคอเลสเตอรอลเลวได้ดีกว่าการกินอาหารไขมันต่ำที่เต็มไปด้วยแป้งนั่นเอง นอกจากนั้นไขมันที่วิเศษมากสำหรับร่างกายของเราก็คือ กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีมากในปลาชนิดต่าง ๆ ทั้งปลาทู ปลาอินทรีย์ และปลาน้ำจืดบ้านเรา ไม่ต้องไปหาซื้อของแพงๆ กิน

อาจารย์วิสิฐ อธิบายถึงปรากฏการณ์การตื่นตัวเรื่องไขมันทรานส์ว่า เป็นปรากฏการณ์ของฝรั่งแท้ๆ เพราะตามหลักธรรมชาติ หากมนุษย์ไม่ไปพยายามบิดเบือนสิ่งที่ธรรมชาติประทานมาแล้ว เรื่องวุ่นวายโกลาหลทางกระเพาะอาหารเหล่านี้ย่อมไม่เกิดขึ้น

“คือตามธรรมชาติแล้วไขมันอิ่มตัวจากพืชมักมีตามบ้านเรา คือประเทศร้อน เช่น ไขมันปาล์ม เพราะอากาศร้อน ๆ ไขมันไม่เป็นไขง่าย ส่วนเมืองหนาวธรรมชาติก็ให้ไขมันที่ไม่อิ่มตัวไป เช่น น้ำมันข้าวโพด เพราะอากาศหนาวเป็นไขง่ายจะทำอะไรก็ไม่สะดวก แต่เรื่องมันมาเพี้ยนก็ตรงคนมาปรับแต่งสูตรธรรมชาติเข้าไป เราเริ่มกลัวการใช้ไขมันสัตว์ เช่น มันหมู นอกจากนั้นการขาดแคลนอาหารสมัยสงครามโลกก็ทำให้มนุษย์พยายามสรรหาทางออก จนกลายเป็นไขมันทรานส์ และกระแสตื่นตัวอย่างปัจจุบัน แต่ผู้บริโภคยุคใหม่ก็ไม่ควรแต่จะทำตามกระแสเท่านั้น เราต้องหาทางออกด้วยตัวเองอย่างรอบคอบ คิดให้ถี่ถ้วน ทางที่ดีรักษาสุขภาพตามที่เราได้เรียนรู้มาแต่กำเนิดดีกว่า เรื่องง่าย ๆ แต่ทำยาก เช่น กินอาหารให้สมดุล เดินสายกลาง พักผ่อนให้พอ และออกกำลังกาย ทำแบบนี้ดีที่สุด”

อาจารย์วิสิฐ ยังชี้ให้เห็นว่า กระแสต่อต้านไขมันทรานส์ อาจทำให้ผู้บริโภคหลายคนเข้าใจผิด นึกว่าพอไม่มีไขมันทรานส์แล้วก็กินได้สบายใจ ก็เลยฉลองด้วยการสวาปามของเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ ความจริงการบริโภคไขมันนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องควบคุมอยู่แล้ว ดังนั้นการเดินสายกลาง กินแต่พอดี ย่อมดีที่สุด ไม่ว่าจะเห็นโฆษณาว่าไม่มีไขมันหรือไขมันต่ำก็ตาม โดยเฉพาะการใช้สามัญสำนึกในการเลือกของกิน หากของดูดีแต่ราคาถูก ขอแนะนำว่าให้ระวัง (เหมือนที่เราต้องระวังคนปากหวานนั่นแหละ) ของอะไรที่วางไว้ไม่เน่าไม่เสีย หรือขนมที่ซื้อมาแล้วกลิ่นหอมแรงจนฟุ้งตลบบ้านก็น่ากลัวเป็นพิเศษ หากผู้บริโภคตื่นตัวเรื่องรักษ์สุขภาพกันมากขึ้น ผู้ผลิตก็ย่อมที่จะปรับปรุงตัว และทำสินค้าให้ดีต่อสุขภาพของพวกเรากันมากขึ้น และอย่ามัวแต่ติดของอร่อย กรอบนอกนุ่มใน ให้ระวังดี ๆ ว่าเขาใส่อะไร แล้วจะเกิดอะไรต่อร่างกายของเรา

“ทางที่ดีเวลาเราพิจารณาสินค้า นอกจากจะดูว่ามี ไขมันทรานส์ เป็นส่วนประกอบหรือไม่แล้ว เราก็ต้องดูด้วยว่ามีไขมันอิ่มตัวอยู่มากน้อยแค่ไหน เพราะทั้งสองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่ใช่แต่ไขมันทรานส์เพียงอย่างเดียว” อาจารย์แนะนำ พร้อมยืนยันว่า ปัญหาโรคหัวใจในไทยมีความรุนแรงมากขึ้นตามรสนิยมที่ชอบบริโภคอาหารตะวันตก นอกจากโรคหัวใจแล้วก็มีโรคเบาหวานที่น่ากลัวรองลงมา ดังนั้นทางที่ดีอย่าไปพึ่งผู้ผลิตให้เขาทำให้เรากินเลย เราเริ่มต้นรักษาสุขภาพตัวเองได้วันนี้ โดยเลือกแต่สิ่งดี ๆ ให้ชีวิต กินแต่พอดี (ชั่งน้ำหนักระหว่างความสุขตรงหน้าและสุขภาพระยะยาว) และออกกำลังกายง่าย ๆ เป็นประจำ หรือหากเลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไรดี ให้เลือกของที่มาจากธรรมชาติล้วน ๆ จะปลอดภัยกว่าแน่นอน”

รู้จักไขมันตัวดี-ตัวร้าย กันแล้ว ตอนนี้ถึงเวลา “รู้จักเลือก รู้จักกิน” สำหรับคนช่างกิน คงไม่สายเกินไป…@

วิธีเลือกอาหารสำเร็จรูป ควรหลีกเลี่ยงส่วนประกอบต่อไปนี้ :

** Shortening หรือ ชอรต์เทนนิ่ง หรือ เนยขาว

** ส่วนประกอบที่เขียนว่า “partly hydrogenated” หรือ “partly saturated ” เพราะนั่นหมายถึงไขมันทรานส์

อย่าลืมดูปริมาณ saturated fat หรือ ไขมันอิ่มตัว โดยเฉพาะของเบเกอรี่ที่ต้องมีส่วนผสมนมเนยอยู่แล้ว

** อย่าซื้อของที่ราคาถูกเกินไป และของที่ดูแล้วจะไม่มีวันเน่าเสีย ขนมปังที่นุ่มฟูตลอดเวลาทั้งๆ ที่ผ่านมาสองวันแล้วก็ต้องระวัง

ถ้าจะให้ดี หลีกเลี่ยงของทอด ไม่ว่าของนั้นจะหมายถึงปาท่องโก๋ที่ทอดกรอบอร่อย รับประทานกับโจ๊กหรือนมข้นหวานก็ตาม

** ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไขมันทรานส์ มีมากมายทางอินเทอร์เน็ต เช่น คลิกเข้าไปที่กูเกิล โดยใช้คำว่า ไขมันทรานส์ หรือ trans fat ทางที่ดีควรศึกษาเรื่องของไขมัน และเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องสมดุล เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

I’ve Moved (Back) to My Old Abode :)

I just found it easier there. Please come and visit me.

Food of Phuket Town

Phuket people have a sweet tooth. And that reflects in most of their dishes. | ว่ากันว่าคนภูเก็ตรับประทานหวานกว่าคนใต้จังหวัดอื่นๆ ซักหน่อย ดังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากไปทานอาหารใต้ที่ร้าน ภูเก็ต ทาวน์ ร้านนี้ แล้วจะรู้สึกว่าทุกอย่างออกแนวหวานๆ นิดๆ

Recently, I ate at Phuket Town – a Phuket-style Southern Thai restaurant on Thonglor Soi 6. Here are the things I liked and things I wished they would have done better. |  ร้านนี้เป็นร้านที่ดิฉันเพิ่งได้ไปทานมาค่ะ พอดีเพื่อนคนหนึ่งกลับมาจากต่างประเทศ เธอเป็นคนอีสาน แต่รีเควสอยากจะทานผัดสะตอ เราก็เลยตกลงกันที่ร้านนี้ ก็จะบอกว่ามีของบางอย่างที่ชอบ และไม่ชอบ ดังนี้ค่ะI liked – their steamed signature fish balls (Bt120) which were ordered from Kejmukda restaurant in Phuket. Simply served with spicy seafood sauce, this dish immediately brought me back to my favorite town of Phuket. If you never tried these delicious Phuket fish balls, here is a place you can easily dash out and give yourself an oomph of the Southern Seas. |  ที่ชอบอย่างแรกคือ ลูกชิ้นปลาลวกเสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟู๊ด จานละ 120 บาท สำหรับคนที่เคยรับประทานลูกชิ้นปลาภูเก็ตเก็จมุกดา แล้วติดใจ มาหาทานที่ร้านนี้ได้เลยค่ะ

I liked – their crunchy deep-fried chicken wings with turmeric – served with black steamed sticky rice. This dish was so simple and definitely not local. But they did a wonderful job deep-frying the wings that we ordered the second serving. | อีกจานที่ชอบก็คือปีกไก่ทอดขมิ้นกรอบ ที่เราสามารถสั่งกับข้าวเหนียวดำด้วยก็ได้ แต่แนะนำว่าหากสั่งอาหารเยอะ ก็ไม่ต้องสั่งข้าวเหนียวก็แล้วกันค่ะI liked – their namprik goong sieb – a spicy dip of shrimp paste and dried shrimps – Southern style. I just loved this dish, and they served it nicely with assorted fresh and blanched vegetables, especially the fresh young white curcuma that is a staple for Southern people. | ที่ชอบอีกอย่างคือน้ำพริกกุ้งเสียบ ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับผักมากมาย ทั้งสดและลวก และมีขมิ้นขาวอันเป็นของที่คนใต้ชอบรับประทานกันด้วยค่ะ

I liked – their interior which was nothing fancy. Their lovely main mural depicting the historic strip of Phuket Town made sure that we were eating in Phuket. I also loved their chandelier, their furniture and their friendly ambience. However, there were something missing in some of their food, too. | ที่ชอบอีกอย่างก็คือบรรยากาศของร้าน ที่แสนจะน่ารัก โคซี่ๆ เฟอร์นิเจอร์เก๋ๆ เรียบง่าย ภาพวาดบนกำแพงที่วาดถนนสายเก่าแก่ของภูเก็ต ก็สวยดี น่ารักมากค่ะTheir crab curry with bai chaplu (wild betel leafbush) served with Thai fermented rice vermicelli, pickles, half-boiled egg and fresh vegetables did not live up to my expectation of my memorable experience at Raya restuarant. The thick curry body was a tad too sweet while lacking the herbal aromas of both curry paste and the pungent chaplu leaves. However, if you consider the value of this dish, Bt160, which could be shared at least for 3 people, you would not complain a whole lot. | แต่ที่ขออนุญาตบอกว่าไม่อร่อย (ตามความคิดเห็นของดิฉันและเพื่อนร่วมโต๊ะ) ก็คือ แกงปูใบชะพลู ที่เคยได้รับประทานที่ร้านระย้าของภูเก็ตนั้น ขอบอกว่าอร่อยจนน้ำตาไหล เครื่องแกงหอม ปูเป็นก้อน และความฉุนเฉพาะของใบชะพลูทำให้การตักเข้าปากแต่ละคำมีความสุข แกงปูของร้านนี้ไม่เข้มข้นในเชิงเครื่องแกง ไม่หอม คือไม่กล่อมกล่อมเท่าที่อยาก แต่หากคิดเรื่องมูลค่า (ราคา 160 บาท) ที่แกงมาถ้วยใหญ่มาก พร้อมกับขนมจีนจานใหญ่ เครื่องเคียงที่มีผักสดและผักดอง ไข่ต้มด้วยแล้ว ก็จะบอกว่าเป็นอาหารที่คุ้มมาก และามารถแบ่งกันทานได้หลายคนทีเดียวค่ะTheir stir-fried sator beans with prawns could have been, again, tastier, given all the fresh and pungent ingredients going into this dish. I just had a lot better experiences and I wished that this restaurant, claiming to be of Phuket people, could have done a better job here. | อีกจานที่คิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ก็คือ ผัดสะตอกุ้งที่ปรุงด้วยกะปิแบบ traditional ดี แต่ไม่แซ่บเท่าที่เคยทานฝีมือคนใต้ แม้จะเป็นชาวภูเก็ตทำให้ทานก็เหอะ จะสามารถแซ่บได้กว่านี้ สะตอไม่กรอบ เครื่องแกงไม่หอม มันไม่ถึงขั้นความอร่อยที่เคยรับประทานมาเลยจริงๆ ค่ะ(Phuket pineapple in syrup is one of the avilable ir desserts | สับปะรดภูเก็ตในน้ำเชื่่อม)

But everything is all about your personal preferences. Some people I talked to liked the place. And for money, in the heart of Thong Lor, this place can be a good choice. Although the parking is scarce, or should I say, none, given the available curbside slots of the day. | แต่ตามประสาคนไทย ดิฉันก็จะบอกว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว ร้านนี้เป็นร้านโปรดของหลายๆ คน และเขาก็ทำธุรกิจมาได้นานพอสมควรแล้ว ดังนั้น ความชอบไม่ชอบส่วนตัวดิฉัน เป็นเพียงหนึ่งความคิดเห็นเท่านั้นค่ะ อีกอย่างคือว่า เมนูร้านนี้มีอาหารให้เลือกอีกมากมาย และมีบริการส่งด้วย

Phuket Town, Thong Lor Soi 6, Sukhumvit 55, Daily: 10.30 – 22.00, T: 02 714 9402 | ร้านภูเก็ตทาวน์  ปากซอยทองหล่อ 6 (จอดรถริมทางหากมี) เปิดทุกวัน 10.30 – 22.00 น. โทร: 02 714 9402

Hunt for Bruch 2 : La Dolce Vita

They call it “La Dolce Vita” – Italian for “The Good Life” that is what it is when you indulge at Angelini’s newly launched Sunday Brunch of all things Italian. | การทอดอารมณ์กับอาหารอร่อยๆ ตอนสายของวันอาทิตย์นับว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ได้รับเชิญไปทานบรันช์เปิดใหม่ของห้องอาหารแองเจลินี่ โรงแรมแชงกรีล่า มาค่ะAngelini has gone under several reincarnations lately. From the whole new decoration a couple of years back, the two-tier restaurant is now pleasing those looking for a nice easy-going place by the river, munching on selections of proscuitto as well as cheeses from all regions of Italy with honey and preserved pears. | โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบอาหารอิตาเลียนตั้งแต่โพรชุตโต้ ขาหมูตากเกลือ ชีสนานาชนิดทานคู่กับน้ำผึ้งและแพรเชื่อม ซึ่งอันนี้ดิฉันชอบมากที่สุดLa Dolce Vita Sunday Brunch at Angelini comes with a endless lines of antipasti of seasoned seafood and salad in martini glasses, big selections of freshly baked foccacia, freshly chucked oysters and tropical and fruity martinis – such as kaffir lime, pineapple, guava, lemon and mango. I would say you can start with a platter of oysters and a glass of martini. Or if you wish, they do serve prosecco at this brunch as well. | ว่าไปมื้อนี้ก็ประกอบไปด้วยบรรดาของเรียกน้ำย่อย ที่จัดมาเรียบร้อยในแก้วมาร์ตินี่ ส่วนมากเป็นอาหารทะเล และสลัด โดยจะต้องถือถาดที่เขาจัดไว้ให้แล้วค่อยๆ เลือกหยิบมาทาน ด้านล่างของร้านมีหอยนางรมหลากชนิด ที่เราสั่งแล้วเขาจะเปิดให้ตรงนั้น แล้วจำนำมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ ส่วนคนที่ชอบดื่มเขามีมาร์ตินี่รสต่างๆ รวมทั้งรสผลไม้ให้เลือกสั่งได้ จะทานคู่กับหอยนางรมก็ได้ หรือหากไม่ชอบเขาก็มีโพรเซโก้ (prosecco) หรือสปาร์คกลิ้งไวน์ของอิตาเลียนเสิร์ฟด้วยHighlights of this brunch are in their selections of hot dishes – from soups and pasta to risotto and main courses. You can choose from porcini mushroom soup, pumpkin soup, lobster bisque, tagliatelle with wild boar ragout, spaghetti in garlic, olive oil and clam, and risotto with saffron, asparagus and scallops. For main course, they have Tenderloin Rossini (with foie gras), Bistecca a la Bismarck (served with fried egg on top), aromatic herb encrusted rack of lamb, grilled tiger prawns, or sea bass in acquapazza style (poached). | ที่น่าจะเป็นจุดเด่นของมื้อใหญ่นี้ก็คือบรรดาอาหารร้อนที่มีให้เลือกสั่งมากมาย ซึ่งสามารถสั่งแล้วสั่งอีกได้ไม่จำกัด ตั้งแต่ซุปต่างๆ เช่น ซุปเห็ดพอร์ชินี่ ซุปฟักทองย่าง ซุปครีมล็อปสเตอร์ พาสต้าก็มีซอสเนื้อหมูป่า (ซอสรากูอารมณ์เดียวกับซอสเนื้อ) ซอสหอยลายที่ดูดีมากๆ หรือหากชอบริซอตโตเขาก็มีให้เลือกค่ะ ส่วนอาหารจานหลักมีเนื้อสองประเภทคือเทนเดอร์ลอยน์เสิร์ฟกับฟัวกราส์ เนื้อย่างเสิร์ฟกับไข่ดาว กุ้งย่าง หรือปลาอบที่ดูดีมากอีกเช่นกันLa Dolce Vita Sunday Brunch is between noon – 3 pm. The price is Bt2,450++ (for food, a welcome drink, coffee or tea and a souvenir). If you want the martini and wines, add another Bt800++ on the food price. For reservation and more information, call T: 02 236 9952 | ราคาอาหารคือ 2,450++ บาท ต่อคน ซึ่งมี welcome drink ชา และกาแฟ แต่หากต้องการมาร์ตินี่และไวน์ ต้องเพิ่มอีก 800 ++ บาทค่ะ (เอื้อก ^_^) โทร 02 236 9952

Hunt for Brunch Take 1

Brunch is big in Bangkok. And many top-tier hotels are now catering to those who love to indulge in piles of imported food, from Barron Point to Coffin Bay oysters, proscuitto to jamon iberioco and from Gyurère to Gorgonzola. Recently, two hotels launched new brunch themes to suit many of us who live to feast as well.| อาทิตย์นี้ขอไปลองบรันช์ที่เปิดใหม่ แล้วมาเล่าให้ฟังค่ะ

Since last month, Madison at the Four Seasons Bangkok, made a debut of the ‘Saturday Bistro Buffet Lunch’ which is basically the smaller version of its all-time favorite Sunday brunch. At Bt1,150 ++ per person, the Saturday Bistro Buffet Lunch features the hotel’s famous buffet line that includes their sumptuous seafood on ice, including tiger prawns, Boston lobsters and US scallops. They also have my favorite grill section that cooks chunks of Akami tuna, sea bass, prawns, tenderloin, and spiced pork sausages and served them with the chef’s special cream sauce.| ที่โรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพ เพิ่งมีการเปิดบรันช์วันเสาร์ ที่เรียกว่า Saturday Bistro Buffet Lunch แบบเล็กๆ (เมื่อเทียบกับซันเดย์บรันช์สุดอลังการของที่นี่) ที่มีอาหารมากพอที่จะทำให้คนทานมีความสุขไปถึงเย็น วันเสาร์อาจเป็นวันทำงานของหลายๆ คน มาทานที่นี่แบบเบาๆ ไม่มากเกินไป แต่อาหารที่นี่ก็ถือว่าคุ้มค่าเงินที่จ่ายได้เลยค่ะ

Different from the Sunday Brunch, the Saturday Bistro Buffet Lunch does not have a free-flow full-bar drinks. But they do serve a compliment sangria or, if you prefer, a berry iced tea. Another thing that they do have, that the Sunday Brunch does not, is arrays of beautiful casseroles, from meat balls to lamb shoulder ragout and from chicken leg with cream and tarragon to tagine and couscous. | ราคาอาหารสำหรับวันเสาร์คือคนละ 1,150++ หรือประมาณ 1,350 บาท ต่อคน ซึ่งก็ถือว่าโอเคหากว่าคิดถึงราคาอาหารที่แพงมากในปัจจุบัน และบรรยากาศและการบริการที่ได้รับจากโรงแรมแห่งนี้ อาหารที่เขามีก็มากมาย เช่น อาหารทะเลที่ปรุงสุกแล้ว เสิร์ฟบนน้ำแข็ง ครัวร้อนที่เราสามารถสั่งอาหารย่างได้ไม่อั้น เช่น กุ้ง ปลา ไส้กรอก เนื้อ เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมกับซอสครีมสูตรเฉพาะของที่นี่ นอกจากนั้นยังมีหมูอบ ขาแกะ และอาหารประเภทตุ๋นอีกสี่ห้าอย่างเช่น มีทบอล เนื้อแกะและน่องไก่ตุ๋นซอสครีมและสมุนไพร หรือแม้กระทั่งทาร์จีนและคูสคูส

Surprisingly for one who does not eat any kinds of liver, I enjoyed their homemade pate with the thick slices of artisan toasts. Its creamy texture is nicely aromatic with mixture of herbs that made me queue up for the second serving. Or if you like, you can order a plate of freshly tossed Ceasar or beef tartar salad as well. | ตับบดทาขนมปังที่นี่ก็อร่อยดีนะคะ หอมและไม่คาว หรือหากใครชอบชีส ทั้งแบบกลิ่นไม่แรงและแบบบลูชีส เขาก็มีเสิร์ฟพร้อมแครกเกอร์ และผลไม้แห้งค่ะ และก็มีสลัดซีซาร์ สลัดเนื้อทาร์ทาร์ (สด) คิช และพายคาวด้วย

Although without my favorite banana soufflé, the dessert line at Madison is very impressive. Their choux are delicious as well as their tangy beignet de pommes served with vanilla sauce. They also have four types of tarts – all lovely – from apple to Chantilly cream and from peach to blackberry (which is my favorite). | ส่วนของหวานก็มากมายให้เลือกไม่ถูก ดิฉันลองของโปรดคือชูครีม พายแอปเปิ้ล และทาร์ตผลไม้ที่อร่อยมากค่ะ

At half the price of their Sunday Brunch, I reckon the Saturday Bistro Brunch suits those who do not drink much because what you pay is more for the good food and relaxing ambiance than something extravagant like caviar, foie gras or even sushi bar that are also included into the Sunday’s lengthy menus. I would say if you like to indulge a little bit without breaking the bank, then this Saturday Bistro Brunch is for you. | งานนี้เหมาะกับคนที่อยากทานอาหารโรงแรมที่ราคาไม่แพงเกินไป และเหมาะกับคนที่ไม่ดื่ม และไม่ทานอาหารประเภทฟัวกราส์ คาเวียร์ เพราะเขาไม่มี แต่ด้วยราคาเท่านี้ ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีมาก โดยเฉพาะวันเสาร์ที่เราอาจจะอยากพักผ่อนกับเพื่อนๆ สบายๆ เพราะอาหารที่นี่เขาก็อร่อยและทำได้ดีจริงๆ ค่ะ

Saturday Bistro Buffet Lunch at Madison, Four Seasons Hotel Bangkok, Bt1,150 (plus 17%) for adult and Bt650++ for kids, is available every Saturday. The recommended reservation can be made at T: 02 126 8866. The buffet time is from noon to 2.30 pm. | โรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพ โทร 02 126 8866 กรุณาจองโต๊ะล่วงหน้านะคะ เพราะคนเขาแน่นตลอดเวลา