Dear Food Loving Friends,
I have moved to my new humble yet still scrumptious home at www.ohsirin.com. Please visit me there. Thanks.
Oh
Dear Food Loving Friends,
I have moved to my new humble yet still scrumptious home at www.ohsirin.com. Please visit me there. Thanks.
Oh
สิรินทร์ วงศ์พานิช saleewong@yahoo.com
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
โพสต์เมื่อ : 2008-03-06
เวลานี้ ใครเห็นจะไม่สนใจคำว่า ทรานส์แฟต (Trans Fat) หรือ ไขมันทรานส์ ไม่ได้แล้ว เพราะผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและสุขภาพจากทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ต่างกำลังเร่งสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับไขมันตัวร้ายอันดับหนึ่งนี้ เพราะว่าเป็นสาเหตุหลักในการก่อโรคหัวใจและหลอดเลือดให้กับผู้คนทั่วโลก
การตื่นตัวเรื่องไขมันทรานส์ เป็นเรื่องของวัฒนธรรมการรับประทานของคนตะวันตก ที่เน้นนม เนย ของทอดต่าง ๆ และในเมืองไทย อาหารตะวันตกมีบทบาทบนโต๊ะอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ ดังนั้นการรู้จักไขมันทรานส์ และรู้จักหลีกเลี่ยง ย่อมเป็นเรื่องดีกับสุขภาพของเราทุกคนแน่ ๆ
รู้จักและเลี่ยงเจ้าไขมันชนิดนี้ ทำอย่างไร ไม่ใช่เรื่องยากเกินรู้ ข้อสำคัญรู้แล้วต้องรู้จักกิน เลือกให้ถูกเพื่อร่างกายของเราเอง
อะไรคือไขมันทรานส์
ไขมันทรานส์แท้จริงนั้น ก็คือไขมันพืชปกติที่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เกิดการอยู่ตัวดีในอุณหภูมิสูง การแปรรูปนี้ทำโดยการอัดอะตอมไฮโดรเจนเข้าไปในโครงสร้างของไขมันเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (poly unsaturated fat) ทำให้ไขมันแบบใหม่นี้สามารถอยู่ตัวได้ดีในอุณหภูมิห้องปกติ ซึ่งสะดวกสำหรับอุตสาหกรรมการทำขนมและอาหาร เพราะนอกจากจะใช้งานได้สะดวกขึ้นแล้ว ไขมันทรานส์ยังไม่เสียง่าย ทำให้ขนมที่ทำจากไขมันชนิดนี้มีอายุยาวนานขึ้น เก็บได้นานขึ้น นอกจากนั้นไขมันทรานส์ยังมีราคาถูก ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องดีในอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันด้านราคา และความสะดวกสบาย
แต่เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีการศึกษาผลเสียของไขมันทรานส์ และพบว่าไขมันชนิดนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นไขมันพืชที่ดูแล้วไม่น่าจะมีพิษภัยอะไร แต่กลับกลายเป็นไขมันตัวร้ายอันดับหนึ่งได้ เพราะนอกจากจะไปเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลว (low-density lipoprotein หรือ LDL) แล้ว ยังไปลดคอเลสเตอรอลชนิดดี (high-density lipoprotein หรือ HDL) ซึ่งเป็นไขมันที่ร่างกายต้องการในการสร้างสมดุลระหว่างคอเลสเตอรอลในร่างกายเราอีกด้วย เพราะอัตราส่วนของ LDL และ HDL นั้นเป็นตัวบ่งชี้ว่า คนคนนั้นจะเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควรหรือไม่ ดังนั้นการมีคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงนั้นไม่สำคัญเท่ากับการมีความสมดุลที่ดีระหว่าง LDL และ HDL และในเมื่อไขมันทรานส์เป็นตัวไปลดคอเลสเตอรอลชนิดดี เราจึงน่าจะมาดูกันสักหน่อยว่า ในชีวิตประจำวันของเราและคนที่เรารักนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ที่จะรับไขมันทรานส์ในแต่ละวัน
ไขมันทรานส์พบมากในอาหารสำเร็จรูปต่างๆ เช่น คุกกี้ มันฝรั่งทอด และ ขนมขบเคี้ยว สารพัดที่เรามักตุนเก็บไว้ในตู้กับข้าว ว่างๆ ก็เอามาหม่ำๆ ๆ…สังเกตดูเถิดว่า อาหารเหล่านั้นมักไม่เน่าเสีย มักไม่มีกลิ่นหืน และมักกรอบอร่อยทุกครั้งที่เราเปิดถุงรับประทาน ซึ่งทั้งหมดเป็นไปได้จากการใช้ไขมันทรานส์ เพราะด้วยคุณสมบัติอย่างที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด แถมยังราคาถูกกว่าน้ำมันปกติ โดยเฉพาะในกิจการขายของทอดอมน้ำมัน เช่น ไก่ทอด โดนัท ลูกชิ้นทอด ปาท่องโก๋ อาหารทั้งของไทยและต่างชาติ น้ำมันที่เป็นไขมันทรานส์สามารถนำมาใช้ซ้ำได้หลายครั้งนี้ นอกจากจะทอดของได้กรอบอร่อยเพราะมีอุณหภูมิเผาไหม้สูงกว่ามากแล้ว ยังไม่ทำให้น้ำมันตกตะกอนอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้คือกระบวนการผลิตที่สะดวกแล้วยังมีราคาถูก คิดดูว่าหากคุณเป็นผู้ประกอบกิจการในสภาวะเศรษฐกิจอันซบเซาแถมยังโดนบีบบังคับด้วยกระแสนิยมบูชาเงินอย่างไร้คุณธรรม คุณจะเลือกใช้น้ำมันอะไร…
เมื่อไม่นานมานี้รัฐนิวยอร์กของสหรัฐ ประกาศว่าจะเป็นรัฐที่ปราศจากไขมันทรานส์ และนิวยอร์กก็ไม่ใช่เพียงหนึ่งในโลกเท่านั้นกำลังต่อสู้กับการบริโภคไขมันทรานส์ โดยให้ผู้บริโภครับรู้ผลเสีย (ที่ถึงตายและแพงกว่าซื้อไขมันดี ๆ เพื่อบริโภค) ของไขมันตัวร้ายอันดับหนึ่งชนิดนี้ นอกจากนั้นประเทศที่พัฒนาแล้ว (แน่นอนว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในข่ายดังกล่าว) รัฐบาลยังออกกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ผลิตแจ้งในฉลากของสินค้าว่า มีไขมันทรานส์อยู่จำนวนเท่าใดอีกด้วย ซึ่งกฎหมายที่ว่านี้เริ่มส่งผลแก่ผู้ผลิตอาหารทั่วโลก ที่ต้องปรับเปลี่ยนสูตรอาหารของตนให้ปราศจากไขมันทรานส์ เพราะไม่งั้นจะขายไม่ได้อีกต่อไป ตัวอย่างเช่น คุกกี้โอรีโอที่มีไขมันทรานส์สูงมาก ก็ต้องปรับปรุงสูตร ในอเมริการ้านแมคโดนัล ก็ต้องเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอดเฟรนช์ฟรายด์ใหม่ให้เป็นสูตรไร้ไขมันทรานส์ แม้กระทั่งเนยขาวยี่ห้อคริสโก้ที่เป็นต้นตำรับไขมันทรานส์ของแท้ ก็ยังต้องเปลี่ยนสูตรให้ปราศจากไขมันทรานส์
ไม่มีไขมันทรานส์ที่แชงกรี-ลา
ที่ประเทศไทยเอง ก็เริ่มมีกระแสเล็กๆ เพื่อผู้บริโภคเกิดขึ้น ที่โรงแรมแชงกรี-ลา หัวหน้าพ่อครัวเบเกอรี่ เชฟฟิลลิปป์ โดเวอ บอกว่าเมื่อประมาณเกือบปีมาแล้ว ทางโรงแรมเริ่มเปลี่ยนสูตรเบเกอรี่ใหม่หมดโดยกำจัดส่วนผสมที่มีไขมันทรานส์ออกไปให้หมด เชฟฟิลลิปป์อธิบายว่าการใช้ไขมันทรานส์ เคยเป็นเรื่องธรรมดาเพราะสะดวก และเนื่องจากเป็นไขมันที่มาจากพืชคนก็เลยนึกว่าไม่น่าจะมีผลร้ายอะไรกับร่างกาย แต่เมื่อมีการค้นพบถึงความร้ายกาจบนความสะดวกนี้ ทางโรงแรมก็เลยเปลี่ยนนโยบาย และตอนนี้เบเกอรี่ทั้งหมดของที่นี่ใช้เนย และช็อกโกแล็ต รวมทั้งส่วนผสมอื่น ๆ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีไขมันทรานส์
เชฟอธิบายต่อว่า ไขมันทรานส์มักเป็นส่วนผสมหลักของสินค้าเบเกอรี่ ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง ครัวซองท์ เค้กต่างๆ โดยเฉพาะเค้กที่ตามสูตรมักต้องทำจากเนย แต่ประเทศไทยอากาศร้อน การใช้เนยขาวและมาการีนจะทำให้ของอยู่ตัวกว่า ตอนนี้เชฟฟิลลิปป์ได้เปลี่ยนมาใช้เนยแท้ 100% ช็อกโกแลตของแท้ (ซึ่งบางครั้งอาจมีส่วนผสมของน้ำมันพืช หรือไขมันทรานส์ เพื่อความอยู่ตัวและเนื้อที่เนียนอร่อย) ไม่ใช้เนยขาวเลยไม่ว่ากรณีใดๆ และทำคุกกี้โอรีโอกันเองในโรงแรม ซึ่งการปรับสูตรนั้นก็ใช่ว่าจะทำกันได้ง่าย ๆ เพราะเนยนั้นใช้ยากกว่า (ละลายง่ายต้องใช้ฝีมือในการนวดแป้ง) ทางโรงแรมจึงต้องฝึกมือคนใหม่กันหมด ผลที่ได้ก็คือครัวซองท์เนยสด และของอบนานาชนิดที่หอมกรุ่นได้กลิ่นของเนยตามธรรมชาติ ที่อร่อยขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว นอกจากเบเกอรี่แล้ว ห้องอาหารทุกแห่งในแชงกรี-ลา ยังถือนโยบายเดียวกันคือปราศจากไขมันทรานส์ มีการเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้สำหรับทอดใหม่หมด และเปลี่ยนสูตรอาหารโดยใช้ของจากธรรมชาติแทน
โอ บอง แปง สูตรไร้ทรานส์แฟต
หากใครแวะไปที่ร้านเบเกอรี่สัญชาติอเมริกัน โอ บอง แปง ตอนนี้จะเห็นป้ายเล็กๆ ประดับไว้แทบทุกตัวสินค้าว่า ‘Zero Gram Transfat’ คือไร้ไขมันทรานส์ นั่นเอง การที่จะบอกว่าอาหารชนิดหนึ่งไร้ไขมันทรานส์ได้นั้น โดยตามกฎหมายขององค์การอาหารและยาของสหรัฐ อนุญาตให้อาหารที่มีจำนวนไขมันทรานส์น้อยกว่า 0.5 กรัม ต่อหนึ่งหน่วยปริมาณการบริโภค (น้อยกว่า 0.5 g/serving) ให้ใช้คำว่า 0 g/serving ได้ แต่ยังไม่อนุญาตให้ใช้ประโยคที่ว่า “ไร้ไขมันทรานส์” (‘trans fat free’) หรือ ‘ไขมันทรานส์ต่ำ’ (low trans fat) ได้เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภค ร้านโอ บอง แปง ในเมืองไทย เริ่มตื่นตัวเรื่องไขมันทรานส์เพราะเป็นกระแสจากบริษัทแม่ ทำให้สาขาที่นี่นำเอาสินค้าที่มีออกสู่ตลาดเข้าห้องแล็บเพื่อตรวจดูจำนวนไขมันทรานส์
คุณ นุจรี ดวงแก้ว ผู้จัดการการตลาดและตราสินค้าของโอ บอง แปง บอกว่าสูตรทั้งหมดของเบเกอรี่ที่โอ บอง แปง มาจากสหรัฐ ดังนั้นย่อมได้รับมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพตามแบบฉบับของร้านที่มีสาขาทั่วโลก
เธอกล่าวอีกว่า การเริ่มติดป้าย ‘Zero Gram Transfat’ ที่ตัวสินค้าหน้าร้าน ทำให้คนไทยเริ่มตื่นตัวเรื่องอันตรายจากไขมันชนิดนี้มากขึ้น แต่ที่โอ บอง แปงนั้น การทำเบเกอรี่เป็นการทำแบบอุตสาหกรรม โดยมีการปั้นแป้ง ขึ้นรูปแป้งให้พร้อมตามชนิดของสินค้าแล้วนำไปแช่แข็งทันทีเพื่อให้แป้งคงสภาพ จากนั้นจึงมีการขนส่งทางรถเย็นไปตามสาขาหลักที่มีเครื่องอบ แล้วนำมาอบสด ๆ ขายวันต่อวัน โดยจะผลิตตามการคาดการจำนวนการขายที่แต่ละร้านมีการรายงานมา ตามสูตรของโอ บอง แปง เนยสดเป็นสิ่งที่ใช้ประจำอยู่แล้ว แต่ก็จะมีส่วนผสมบางชนิดที่ยังจำเป็นต้องใช้อยู่ โดยปัจจุบันกำลังศึกษาแนวทางที่จะเปลี่ยนส่วนผสมให้ไม่มีไขมันทรานส์ให้ได้ทั้งหมด
“ส่วนผสมบางอย่างเช่นเนยขาวหรือชอรต์เทนนิ่ง ยังเป็นส่วนสำคัญเพราะเราต้องใช้เนยขาวทาแม่พิมพ์ก่อนนำขนมไปอบ นอกจากนั้นในขนมบางประเภท เนยขาวยังมีส่วนทำให้เนื้อขนมนุ่มฟูกว่า ซึ่งตอนนี้เรากำลังทำการศึกษาอยู่ว่าจะทำอย่างไรดีให้ขนมของเราทั้งหมดไม่มีไขมันทรานส์เลย โดยไม่เปลี่ยนคุณสมบัติและรสชาติของสินค้า แต่ตอนนี้ก็เพียงไม่กี่ตัวแล้วเท่านั้น” คุณ กาญจนพันธุ์ วิชพันธุ์ ผู้จัดการด้านการวิจัยและตรวจสอบคุณภาพของ โอ บอง แปง อธิบาย
รู้จักไขมัน…รู้จักอร่อย
ทีนี้ใครว่าไขมันทรานส์มีแต่ในไขมันพืชแปรรูปเท่านั้น ว่าไปแล้วไขมันทรานส์ยังเป็นส่วนประกอบของอาหารชนิดหนึ่งที่ธรรมชาติของสัตว์สี่กระเพาะ เช่น วัว ควาย แพะ ผลิตใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทนมเนยอีกด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.วิสิฐ จะวะสิต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า
“เวลาเราดูเรื่องไขมันทรานส์นั้น เราจะต้องดูเรื่องไขมันอิ่มตัวควบคู่กันไปด้วยเสมอ ในการวิจัยและการสำรวจสถานการณ์การปนเปื้อนของกรดไขมันชนิดทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทยของสถาบันนั้น พบว่า อาหารในกลุ่มโดนัททอดทั้งที่จำหน่ายตามรถเข็น ร้านค้าข้างถนน จนถึงยี่ห้อที่มีชื่อเสียงเป็นปัญหามากที่สุด แต่ในการวิเคราะห์ในอาหารกลุ่มอื่น กลับพบว่าไขมันทรานส์เป็นปัญหาน้อยกว่าการที่อาหารหลายอย่างในประเทศไทย มีกรดไขมันอิ่มตัวที่มีมากเกินไป ดังนั้นปัญหาเรื่องความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทยนั้น จึงมีสาเหตุจากกรดไขมันอิ่มตัวเป็นหลัก ทำให้เกิดประเด็นที่ว่า เราไม่ควรละเลยที่จะกำหนดจำนวนไขมันทั้งหมดที่เราบริโภคในแต่ละวันมากกว่า”
ดร.วิสิฐ กล่าวต่อว่า หากจะเรียงกันตามอันดับความแรงของไขมันแต่ละชนิดก็คือ แรงและร้ายอันดับหนึ่งคือ ไขมันทรานส์ เพราะนอกจากจะเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลว (HDL) ยังลดคอเลสเตอรอลชนิดดี (LDL) แรงรองลงมาก็คือ ไขมันอิ่มตัวชนิดต่าง ๆ จากสัตว์และน้ำมันพืชเมืองร้อนเช่น น้ำมันปาล์ม ซึ่งไขมันชนิดนี้เพิ่มแต่ LDL โดยไม่ลด HDL รองลงมาก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (mono unsaturated fat) เช่น น้ำมันมะกอกและน้ำมันจากถั่ว และที่ดีที่สุดต่อสุขภาพก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (poly unsaturated fat) ได้แก่ น้ำมันข้าวโพด นำมันถั่วเหลือง ซึ่งช่วยลด LDL และเพิ่ม HDL ในร่างกาย ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนจากผัก เช่น น้ำมันมะกอก และผลอโวคาโด จะช่วยในการลดคอเลสเตอรอลเลวได้ดีกว่าการกินอาหารไขมันต่ำที่เต็มไปด้วยแป้งนั่นเอง นอกจากนั้นไขมันที่วิเศษมากสำหรับร่างกายของเราก็คือ กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีมากในปลาชนิดต่าง ๆ ทั้งปลาทู ปลาอินทรีย์ และปลาน้ำจืดบ้านเรา ไม่ต้องไปหาซื้อของแพงๆ กิน
อาจารย์วิสิฐ อธิบายถึงปรากฏการณ์การตื่นตัวเรื่องไขมันทรานส์ว่า เป็นปรากฏการณ์ของฝรั่งแท้ๆ เพราะตามหลักธรรมชาติ หากมนุษย์ไม่ไปพยายามบิดเบือนสิ่งที่ธรรมชาติประทานมาแล้ว เรื่องวุ่นวายโกลาหลทางกระเพาะอาหารเหล่านี้ย่อมไม่เกิดขึ้น
“คือตามธรรมชาติแล้วไขมันอิ่มตัวจากพืชมักมีตามบ้านเรา คือประเทศร้อน เช่น ไขมันปาล์ม เพราะอากาศร้อน ๆ ไขมันไม่เป็นไขง่าย ส่วนเมืองหนาวธรรมชาติก็ให้ไขมันที่ไม่อิ่มตัวไป เช่น น้ำมันข้าวโพด เพราะอากาศหนาวเป็นไขง่ายจะทำอะไรก็ไม่สะดวก แต่เรื่องมันมาเพี้ยนก็ตรงคนมาปรับแต่งสูตรธรรมชาติเข้าไป เราเริ่มกลัวการใช้ไขมันสัตว์ เช่น มันหมู นอกจากนั้นการขาดแคลนอาหารสมัยสงครามโลกก็ทำให้มนุษย์พยายามสรรหาทางออก จนกลายเป็นไขมันทรานส์ และกระแสตื่นตัวอย่างปัจจุบัน แต่ผู้บริโภคยุคใหม่ก็ไม่ควรแต่จะทำตามกระแสเท่านั้น เราต้องหาทางออกด้วยตัวเองอย่างรอบคอบ คิดให้ถี่ถ้วน ทางที่ดีรักษาสุขภาพตามที่เราได้เรียนรู้มาแต่กำเนิดดีกว่า เรื่องง่าย ๆ แต่ทำยาก เช่น กินอาหารให้สมดุล เดินสายกลาง พักผ่อนให้พอ และออกกำลังกาย ทำแบบนี้ดีที่สุด”
อาจารย์วิสิฐ ยังชี้ให้เห็นว่า กระแสต่อต้านไขมันทรานส์ อาจทำให้ผู้บริโภคหลายคนเข้าใจผิด นึกว่าพอไม่มีไขมันทรานส์แล้วก็กินได้สบายใจ ก็เลยฉลองด้วยการสวาปามของเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ ความจริงการบริโภคไขมันนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องควบคุมอยู่แล้ว ดังนั้นการเดินสายกลาง กินแต่พอดี ย่อมดีที่สุด ไม่ว่าจะเห็นโฆษณาว่าไม่มีไขมันหรือไขมันต่ำก็ตาม โดยเฉพาะการใช้สามัญสำนึกในการเลือกของกิน หากของดูดีแต่ราคาถูก ขอแนะนำว่าให้ระวัง (เหมือนที่เราต้องระวังคนปากหวานนั่นแหละ) ของอะไรที่วางไว้ไม่เน่าไม่เสีย หรือขนมที่ซื้อมาแล้วกลิ่นหอมแรงจนฟุ้งตลบบ้านก็น่ากลัวเป็นพิเศษ หากผู้บริโภคตื่นตัวเรื่องรักษ์สุขภาพกันมากขึ้น ผู้ผลิตก็ย่อมที่จะปรับปรุงตัว และทำสินค้าให้ดีต่อสุขภาพของพวกเรากันมากขึ้น และอย่ามัวแต่ติดของอร่อย กรอบนอกนุ่มใน ให้ระวังดี ๆ ว่าเขาใส่อะไร แล้วจะเกิดอะไรต่อร่างกายของเรา
“ทางที่ดีเวลาเราพิจารณาสินค้า นอกจากจะดูว่ามี ไขมันทรานส์ เป็นส่วนประกอบหรือไม่แล้ว เราก็ต้องดูด้วยว่ามีไขมันอิ่มตัวอยู่มากน้อยแค่ไหน เพราะทั้งสองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่ใช่แต่ไขมันทรานส์เพียงอย่างเดียว” อาจารย์แนะนำ พร้อมยืนยันว่า ปัญหาโรคหัวใจในไทยมีความรุนแรงมากขึ้นตามรสนิยมที่ชอบบริโภคอาหารตะวันตก นอกจากโรคหัวใจแล้วก็มีโรคเบาหวานที่น่ากลัวรองลงมา ดังนั้นทางที่ดีอย่าไปพึ่งผู้ผลิตให้เขาทำให้เรากินเลย เราเริ่มต้นรักษาสุขภาพตัวเองได้วันนี้ โดยเลือกแต่สิ่งดี ๆ ให้ชีวิต กินแต่พอดี (ชั่งน้ำหนักระหว่างความสุขตรงหน้าและสุขภาพระยะยาว) และออกกำลังกายง่าย ๆ เป็นประจำ หรือหากเลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไรดี ให้เลือกของที่มาจากธรรมชาติล้วน ๆ จะปลอดภัยกว่าแน่นอน”
รู้จักไขมันตัวดี-ตัวร้าย กันแล้ว ตอนนี้ถึงเวลา “รู้จักเลือก รู้จักกิน” สำหรับคนช่างกิน คงไม่สายเกินไป…@
วิธีเลือกอาหารสำเร็จรูป ควรหลีกเลี่ยงส่วนประกอบต่อไปนี้ :
** Shortening หรือ ชอรต์เทนนิ่ง หรือ เนยขาว
** ส่วนประกอบที่เขียนว่า “partly hydrogenated” หรือ “partly saturated ” เพราะนั่นหมายถึงไขมันทรานส์
อย่าลืมดูปริมาณ saturated fat หรือ ไขมันอิ่มตัว โดยเฉพาะของเบเกอรี่ที่ต้องมีส่วนผสมนมเนยอยู่แล้ว
** อย่าซื้อของที่ราคาถูกเกินไป และของที่ดูแล้วจะไม่มีวันเน่าเสีย ขนมปังที่นุ่มฟูตลอดเวลาทั้งๆ ที่ผ่านมาสองวันแล้วก็ต้องระวัง
ถ้าจะให้ดี หลีกเลี่ยงของทอด ไม่ว่าของนั้นจะหมายถึงปาท่องโก๋ที่ทอดกรอบอร่อย รับประทานกับโจ๊กหรือนมข้นหวานก็ตาม
** ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไขมันทรานส์ มีมากมายทางอินเทอร์เน็ต เช่น คลิกเข้าไปที่กูเกิล โดยใช้คำว่า ไขมันทรานส์ หรือ trans fat ทางที่ดีควรศึกษาเรื่องของไขมัน และเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องสมดุล เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
Posted in Uncategorized
Posted in Books, Food Note, Travel Note, Uncategorized
Tagged สิรินทร์ วงศ์พานิช, Oh Sirin Blog, Oh Sirin Eating Out Loud
Phuket people have a sweet tooth. And that reflects in most of their dishes. | ว่ากันว่าคนภูเก็ตรับประทานหวานกว่าคนใต้จังหวัดอื่นๆ ซักหน่อย ดังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากไปทานอาหารใต้ที่ร้าน ภูเก็ต ทาวน์ ร้านนี้ แล้วจะรู้สึกว่าทุกอย่างออกแนวหวานๆ นิดๆ
Recently, I ate at Phuket Town – a Phuket-style Southern Thai restaurant on Thonglor Soi 6. Here are the things I liked and things I wished they would have done better. | ร้านนี้เป็นร้านที่ดิฉันเพิ่งได้ไปทานมาค่ะ พอดีเพื่อนคนหนึ่งกลับมาจากต่างประเทศ เธอเป็นคนอีสาน แต่รีเควสอยากจะทานผัดสะตอ เราก็เลยตกลงกันที่ร้านนี้ ก็จะบอกว่ามีของบางอย่างที่ชอบ และไม่ชอบ ดังนี้ค่ะ
I liked – their steamed signature fish balls (Bt120) which were ordered from Kejmukda restaurant in Phuket. Simply served with spicy seafood sauce, this dish immediately brought me back to my favorite town of Phuket. If you never tried these delicious Phuket fish balls, here is a place you can easily dash out and give yourself an oomph of the Southern Seas. | ที่ชอบอย่างแรกคือ ลูกชิ้นปลาลวกเสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟู๊ด จานละ 120 บาท สำหรับคนที่เคยรับประทานลูกชิ้นปลาภูเก็ตเก็จมุกดา แล้วติดใจ มาหาทานที่ร้านนี้ได้เลยค่ะ
I liked – their crunchy deep-fried chicken wings with turmeric – served with black steamed sticky rice. This dish was so simple and definitely not local. But they did a wonderful job deep-frying the wings that we ordered the second serving. | อีกจานที่ชอบก็คือปีกไก่ทอดขมิ้นกรอบ ที่เราสามารถสั่งกับข้าวเหนียวดำด้วยก็ได้ แต่แนะนำว่าหากสั่งอาหารเยอะ ก็ไม่ต้องสั่งข้าวเหนียวก็แล้วกันค่ะ
I liked – their namprik goong sieb – a spicy dip of shrimp paste and dried shrimps – Southern style. I just loved this dish, and they served it nicely with assorted fresh and blanched vegetables, especially the fresh young white curcuma that is a staple for Southern people. | ที่ชอบอีกอย่างคือน้ำพริกกุ้งเสียบ ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับผักมากมาย ทั้งสดและลวก และมีขมิ้นขาวอันเป็นของที่คนใต้ชอบรับประทานกันด้วยค่ะ
I liked – their interior which was nothing fancy. Their lovely main mural depicting the historic strip of Phuket Town made sure that we were eating in Phuket. I also loved their chandelier, their furniture and their friendly ambience. However, there were something missing in some of their food, too. | ที่ชอบอีกอย่างก็คือบรรยากาศของร้าน ที่แสนจะน่ารัก โคซี่ๆ เฟอร์นิเจอร์เก๋ๆ เรียบง่าย ภาพวาดบนกำแพงที่วาดถนนสายเก่าแก่ของภูเก็ต ก็สวยดี น่ารักมากค่ะ
Their crab curry with bai chaplu (wild betel leafbush) served with Thai fermented rice vermicelli, pickles, half-boiled egg and fresh vegetables did not live up to my expectation of my memorable experience at Raya restuarant. The thick curry body was a tad too sweet while lacking the herbal aromas of both curry paste and the pungent chaplu leaves. However, if you consider the value of this dish, Bt160, which could be shared at least for 3 people, you would not complain a whole lot. | แต่ที่ขออนุญาตบอกว่าไม่อร่อย (ตามความคิดเห็นของดิฉันและเพื่อนร่วมโต๊ะ) ก็คือ แกงปูใบชะพลู ที่เคยได้รับประทานที่ร้านระย้าของภูเก็ตนั้น ขอบอกว่าอร่อยจนน้ำตาไหล เครื่องแกงหอม ปูเป็นก้อน และความฉุนเฉพาะของใบชะพลูทำให้การตักเข้าปากแต่ละคำมีความสุข แกงปูของร้านนี้ไม่เข้มข้นในเชิงเครื่องแกง ไม่หอม คือไม่กล่อมกล่อมเท่าที่อยาก แต่หากคิดเรื่องมูลค่า (ราคา 160 บาท) ที่แกงมาถ้วยใหญ่มาก พร้อมกับขนมจีนจานใหญ่ เครื่องเคียงที่มีผักสดและผักดอง ไข่ต้มด้วยแล้ว ก็จะบอกว่าเป็นอาหารที่คุ้มมาก และามารถแบ่งกันทานได้หลายคนทีเดียวค่ะ
Their stir-fried sator beans with prawns could have been, again, tastier, given all the fresh and pungent ingredients going into this dish. I just had a lot better experiences and I wished that this restaurant, claiming to be of Phuket people, could have done a better job here. | อีกจานที่คิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ก็คือ ผัดสะตอกุ้งที่ปรุงด้วยกะปิแบบ traditional ดี แต่ไม่แซ่บเท่าที่เคยทานฝีมือคนใต้ แม้จะเป็นชาวภูเก็ตทำให้ทานก็เหอะ จะสามารถแซ่บได้กว่านี้ สะตอไม่กรอบ เครื่องแกงไม่หอม มันไม่ถึงขั้นความอร่อยที่เคยรับประทานมาเลยจริงๆ ค่ะ
(Phuket pineapple in syrup is one of the avilable ir desserts | สับปะรดภูเก็ตในน้ำเชื่่อม)
But everything is all about your personal preferences. Some people I talked to liked the place. And for money, in the heart of Thong Lor, this place can be a good choice. Although the parking is scarce, or should I say, none, given the available curbside slots of the day. | แต่ตามประสาคนไทย ดิฉันก็จะบอกว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว ร้านนี้เป็นร้านโปรดของหลายๆ คน และเขาก็ทำธุรกิจมาได้นานพอสมควรแล้ว ดังนั้น ความชอบไม่ชอบส่วนตัวดิฉัน เป็นเพียงหนึ่งความคิดเห็นเท่านั้นค่ะ อีกอย่างคือว่า เมนูร้านนี้มีอาหารให้เลือกอีกมากมาย และมีบริการส่งด้วย
Phuket Town, Thong Lor Soi 6, Sukhumvit 55, Daily: 10.30 – 22.00, T: 02 714 9402 | ร้านภูเก็ตทาวน์ ปากซอยทองหล่อ 6 (จอดรถริมทางหากมี) เปิดทุกวัน 10.30 – 22.00 น. โทร: 02 714 9402
Posted in Food Note
Tagged น้ำพริกกุ้งเสียบ, ผัดสะตอ, ร้าน ภูเก็ต ทาวน์, ลูกชิ้นปลาภูเก็ต, แกงปูใบชะพลู, Phukey Town restaurant
They call it “La Dolce Vita” – Italian for “The Good Life” that is what it is when you indulge at Angelini’s newly launched Sunday Brunch of all things Italian. | การทอดอารมณ์กับอาหารอร่อยๆ ตอนสายของวันอาทิตย์นับว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ได้รับเชิญไปทานบรันช์เปิดใหม่ของห้องอาหารแองเจลินี่ โรงแรมแชงกรีล่า มาค่ะ
Angelini has gone under several reincarnations lately. From the whole new decoration a couple of years back, the two-tier restaurant is now pleasing those looking for a nice easy-going place by the river, munching on selections of proscuitto as well as cheeses from all regions of Italy with honey and preserved pears. | โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบอาหารอิตาเลียนตั้งแต่โพรชุตโต้ ขาหมูตากเกลือ ชีสนานาชนิดทานคู่กับน้ำผึ้งและแพรเชื่อม ซึ่งอันนี้ดิฉันชอบมากที่สุด
La Dolce Vita Sunday Brunch at Angelini comes with a endless lines of antipasti of seasoned seafood and salad in martini glasses, big selections of freshly baked foccacia, freshly chucked oysters and tropical and fruity martinis – such as kaffir lime, pineapple, guava, lemon and mango. I would say you can start with a platter of oysters and a glass of martini. Or if you wish, they do serve prosecco at this brunch as well. | ว่าไปมื้อนี้ก็ประกอบไปด้วยบรรดาของเรียกน้ำย่อย ที่จัดมาเรียบร้อยในแก้วมาร์ตินี่ ส่วนมากเป็นอาหารทะเล และสลัด โดยจะต้องถือถาดที่เขาจัดไว้ให้แล้วค่อยๆ เลือกหยิบมาทาน ด้านล่างของร้านมีหอยนางรมหลากชนิด ที่เราสั่งแล้วเขาจะเปิดให้ตรงนั้น แล้วจำนำมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ ส่วนคนที่ชอบดื่มเขามีมาร์ตินี่รสต่างๆ รวมทั้งรสผลไม้ให้เลือกสั่งได้ จะทานคู่กับหอยนางรมก็ได้ หรือหากไม่ชอบเขาก็มีโพรเซโก้ (prosecco) หรือสปาร์คกลิ้งไวน์ของอิตาเลียนเสิร์ฟด้วย
Highlights of this brunch are in their selections of hot dishes – from soups and pasta to risotto and main courses. You can choose from porcini mushroom soup, pumpkin soup, lobster bisque, tagliatelle with wild boar ragout, spaghetti in garlic, olive oil and clam, and risotto with saffron, asparagus and scallops. For main course, they have Tenderloin Rossini (with foie gras), Bistecca a la Bismarck (served with fried egg on top), aromatic herb encrusted rack of lamb, grilled tiger prawns, or sea bass in acquapazza style (poached). | ที่น่าจะเป็นจุดเด่นของมื้อใหญ่นี้ก็คือบรรดาอาหารร้อนที่มีให้เลือกสั่งมากมาย ซึ่งสามารถสั่งแล้วสั่งอีกได้ไม่จำกัด ตั้งแต่ซุปต่างๆ เช่น ซุปเห็ดพอร์ชินี่ ซุปฟักทองย่าง ซุปครีมล็อปสเตอร์ พาสต้าก็มีซอสเนื้อหมูป่า (ซอสรากูอารมณ์เดียวกับซอสเนื้อ) ซอสหอยลายที่ดูดีมากๆ หรือหากชอบริซอตโตเขาก็มีให้เลือกค่ะ ส่วนอาหารจานหลักมีเนื้อสองประเภทคือเทนเดอร์ลอยน์เสิร์ฟกับฟัวกราส์ เนื้อย่างเสิร์ฟกับไข่ดาว กุ้งย่าง หรือปลาอบที่ดูดีมากอีกเช่นกัน
La Dolce Vita Sunday Brunch is between noon – 3 pm. The price is Bt2,450++ (for food, a welcome drink, coffee or tea and a souvenir). If you want the martini and wines, add another Bt800++ on the food price. For reservation and more information, call T: 02 236 9952 | ราคาอาหารคือ 2,450++ บาท ต่อคน ซึ่งมี welcome drink ชา และกาแฟ แต่หากต้องการมาร์ตินี่และไวน์ ต้องเพิ่มอีก 800 ++ บาทค่ะ (เอื้อก ^_^) โทร 02 236 9952
Posted in Food Note
Tagged Angelini, Italian Restaurant, Shangri La Bangkok, Sunday Brunch
Brunch is big in Bangkok. And many top-tier hotels are now catering to those who love to indulge in piles of imported food, from Barron Point to Coffin Bay oysters, proscuitto to jamon iberioco and from Gyurère to Gorgonzola. Recently, two hotels launched new brunch themes to suit many of us who live to feast as well.| อาทิตย์นี้ขอไปลองบรันช์ที่เปิดใหม่ แล้วมาเล่าให้ฟังค่ะ
Since last month, Madison at the Four Seasons Bangkok, made a debut of the ‘Saturday Bistro Buffet Lunch’ which is basically the smaller version of its all-time favorite Sunday brunch. At Bt1,150 ++ per person, the Saturday Bistro Buffet Lunch features the hotel’s famous buffet line that includes their sumptuous seafood on ice, including tiger prawns, Boston lobsters and US scallops. They also have my favorite grill section that cooks chunks of Akami tuna, sea bass, prawns, tenderloin, and spiced pork sausages and served them with the chef’s special cream sauce.| ที่โรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพ เพิ่งมีการเปิดบรันช์วันเสาร์ ที่เรียกว่า Saturday Bistro Buffet Lunch แบบเล็กๆ (เมื่อเทียบกับซันเดย์บรันช์สุดอลังการของที่นี่) ที่มีอาหารมากพอที่จะทำให้คนทานมีความสุขไปถึงเย็น วันเสาร์อาจเป็นวันทำงานของหลายๆ คน มาทานที่นี่แบบเบาๆ ไม่มากเกินไป แต่อาหารที่นี่ก็ถือว่าคุ้มค่าเงินที่จ่ายได้เลยค่ะ
Different from the Sunday Brunch, the Saturday Bistro Buffet Lunch does not have a free-flow full-bar drinks. But they do serve a compliment sangria or, if you prefer, a berry iced tea. Another thing that they do have, that the Sunday Brunch does not, is arrays of beautiful casseroles, from meat balls to lamb shoulder ragout and from chicken leg with cream and tarragon to tagine and couscous. | ราคาอาหารสำหรับวันเสาร์คือคนละ 1,150++ หรือประมาณ 1,350 บาท ต่อคน ซึ่งก็ถือว่าโอเคหากว่าคิดถึงราคาอาหารที่แพงมากในปัจจุบัน และบรรยากาศและการบริการที่ได้รับจากโรงแรมแห่งนี้ อาหารที่เขามีก็มากมาย เช่น อาหารทะเลที่ปรุงสุกแล้ว เสิร์ฟบนน้ำแข็ง ครัวร้อนที่เราสามารถสั่งอาหารย่างได้ไม่อั้น เช่น กุ้ง ปลา ไส้กรอก เนื้อ เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมกับซอสครีมสูตรเฉพาะของที่นี่ นอกจากนั้นยังมีหมูอบ ขาแกะ และอาหารประเภทตุ๋นอีกสี่ห้าอย่างเช่น มีทบอล เนื้อแกะและน่องไก่ตุ๋นซอสครีมและสมุนไพร หรือแม้กระทั่งทาร์จีนและคูสคูส
Surprisingly for one who does not eat any kinds of liver, I enjoyed their homemade pate with the thick slices of artisan toasts. Its creamy texture is nicely aromatic with mixture of herbs that made me queue up for the second serving. Or if you like, you can order a plate of freshly tossed Ceasar or beef tartar salad as well. | ตับบดทาขนมปังที่นี่ก็อร่อยดีนะคะ หอมและไม่คาว หรือหากใครชอบชีส ทั้งแบบกลิ่นไม่แรงและแบบบลูชีส เขาก็มีเสิร์ฟพร้อมแครกเกอร์ และผลไม้แห้งค่ะ และก็มีสลัดซีซาร์ สลัดเนื้อทาร์ทาร์ (สด) คิช และพายคาวด้วย
Although without my favorite banana soufflé, the dessert line at Madison is very impressive. Their choux are delicious as well as their tangy beignet de pommes served with vanilla sauce. They also have four types of tarts – all lovely – from apple to Chantilly cream and from peach to blackberry (which is my favorite). | ส่วนของหวานก็มากมายให้เลือกไม่ถูก ดิฉันลองของโปรดคือชูครีม พายแอปเปิ้ล และทาร์ตผลไม้ที่อร่อยมากค่ะ
At half the price of their Sunday Brunch, I reckon the Saturday Bistro Brunch suits those who do not drink much because what you pay is more for the good food and relaxing ambiance than something extravagant like caviar, foie gras or even sushi bar that are also included into the Sunday’s lengthy menus. I would say if you like to indulge a little bit without breaking the bank, then this Saturday Bistro Brunch is for you. | งานนี้เหมาะกับคนที่อยากทานอาหารโรงแรมที่ราคาไม่แพงเกินไป และเหมาะกับคนที่ไม่ดื่ม และไม่ทานอาหารประเภทฟัวกราส์ คาเวียร์ เพราะเขาไม่มี แต่ด้วยราคาเท่านี้ ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีมาก โดยเฉพาะวันเสาร์ที่เราอาจจะอยากพักผ่อนกับเพื่อนๆ สบายๆ เพราะอาหารที่นี่เขาก็อร่อยและทำได้ดีจริงๆ ค่ะ
Saturday Bistro Buffet Lunch at Madison, Four Seasons Hotel Bangkok, Bt1,150 (plus 17%) for adult and Bt650++ for kids, is available every Saturday. The recommended reservation can be made at T: 02 126 8866. The buffet time is from noon to 2.30 pm. | โรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพ โทร 02 126 8866 กรุณาจองโต๊ะล่วงหน้านะคะ เพราะคนเขาแน่นตลอดเวลา
Posted in Food Note
Tagged Four Seasons Bangkok, Saturday Bistro Brunch, Sunday Brunch
I love it when taken on a tour by a good local. Earlier this year, we went to Ratchaburi for a work and by appointment I had a chance to meet with Phi Tiew Wasinburee Supanichviraparch, a famed artist who was kind enough to take both of us to this wonderful noodle place called Kam Seng.| เมื่อต้นปีได้ไปราชบุรีมาค่ะ ไปทำงาน แต่ก็ได้เจอกับพี่ติ้ว..อ. วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินผู้โด่งดังชาวราชบุรี ทายาท “เถ้าฮงไถ่” ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องไปทานอาหารกลางวันกัน และร้านที่พี่ติ้วพาไปก็คือ ร้านก๋ำเช้ง ร้านบะหมี่คู่บ้านคู่เมืองจังหวัดที่อยู่ในตัวเมืองเลยค่ะ
Like any other provinces in Thailand, there was a big Chinese community in the old-time Ratchaburi. These Chinese lived in shophouses and perfected their crafts for food – especially the egg noodles – that have been the pride and joy of this small place for over 80 years. The restaurant is now run by the family’s fourth generation who recalls the strict recipes carefully passed down by her great grand fathers. | ราชบุรีก็เหมือนจังหวัดอื่นๆ ในไทย ที่จะต้องมีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่เสมอ แน่นอนว่าชาวจีนโบราณเขาเก่งเรื่องค้าขาย และก็เก่งเรื่องทำอาหารจีนด้วย ร้านก๋ำเช้ง อยู่มานานกว่า 80 ปี แล้ว ปัจจุบันเหลนรุ่นที่ 4 เป็นคนทำบะหมี่ แผ่นเกี๊ยว ที่ใช้สูตรเดิมสมัยก๋งทวด.. เป็นอย่างไร อยากทานแล้วใช่ไหมคะ
They have two kinds of noodles, regular thin and hand-cut large which is only available during the weekend – and in limited amount, too. Phi Maew, the current owner, says that although the noodle and wonton recipes remain exactly the same 8o years ago, she now enjoys the luxury of machineries she garners as the helping kneading hands. You can see here that the wontons are so delicate, they actually melt in the mouth. | ตามเมนูก็จะเห็นว่าร้านนี้ไม่ได้ขายอะไรมากมาย และจุดเด่นก็คือเส้นบะหมี่ ที่มีสองแบบคือแบบเส้นบางธรรมดา และแบบเส้นหนาที่ตัดมือ และมีขายจำนวนจำกัดในวันเสาร์ อาทิตย์ พี่แมวผู้เป็นเจ้าของรุ่นที่สี่เล่าให้ฟังว่าได้รับสูตรผ่านการฝึกในครัวมาตั้งแต่เด็ก และปัจจุบันแม้ยังใช้สูตรบะหมี่เกี๊ยวเดิมไม่เปลี่ยน แต่ก็โชคดีกว่าก๋ง เพราะสามารถใช้เครื่องนวดแทนได้ บะหมี่ร้านนี้หอม เหนียว และเกี๊ยวแผ่นบางละลายในปาก
And this is their famous “dry” wonton noodle with all kinds of assorted porks. I particularly love their “sweetened pork” which is made, of course, from Phi Maew’s secret recipe that involves a special marinade and slow roasting. | นี่คือหน้าตาของบะหมี่เกี๊ยวแห้งค่ะ สั่งแบบพี่ติ้วคือใส่ทุกอย่าง มีหมูสับ หมูแดง และหมูหวาน ที่อร่อยมาก คือเป็นหมูที่นำไปหมักสูตรลับและย่างเตาถ่านค่ะ
And there is their famous “tom-yum” wonton noodle. You can see that again they have their version of tom-yum which includes nam prik paw (Thai roasted chili paste). I love the soup of this place. If you are not a fan of nam prik paw, I reckon you can order a clear soup as an option. They use pork-based soup and as far as I know, this is another good and rare place that depends more on their skills than on MSG. | นี่คือหน้าตาบะหมี่ต้มยำค่ะ เขาใช้น้ำพริกเผาปรุงรส หน้าตาก็เป็นเช่นนี้ หากใครไม่ชอบก็สามารถสั่งบะหมี่เกี๊ยวน้ำธรรมดาก็ได้ จะได้ลองทานน้ำซุปที่ว่าไม่มีผงชูรสด้วยค่ะ
And at this old-time noodle shop, one thing you would see is the special cooking station with drawers where they keep their noodles and wonton sheets fresh all day from the outside elements. | ในร้านบะหมี่ที่เก่าแก่เช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่จะต้องเห็นก็คือโต๊ะที่มีลิ้นชักไว้สำหรับเก็บเส้นบะหมี่และแผ่นเกี๊ยว ไม่ให้ถูกลมค่ะ แบบนี้ร้านใหม่ ไม่ต้องมีก็เพราะสั่งบะหมี่มาสำเร็จในถุงไงคะ
And here is the up-close temptation of their homemade egg noodles – a rare delicacy only to be found in provinces outside Bangkok. If you are making a trip to Ratchaburi, please take note that they also have the special “large” egg noodles on weekend. And if you are already there, give yourself a chance to visit the nearby exquisite Tao Hong Tai d Kunst Gallery, too.| นี่คือหน้าตาบะหมี่ทำเองที่หาทานได้ยากมากแล้วในปัจจุบัน ราชบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 150 กิโลเมตร ว่าไปนอกจากทานบะหมี่แล้วก็ยังมีหอศิลป์ร่วมสมัย Tao Hong Tai d Kunst ที่สร้างโดยการบูรณะตึกเก่าที่สวยมากๆ ให้เป็นหอศิลป์เก๋ๆ ริมน้ำ อย่าได้พลาดค่ะ สามารถอ่านเรื่องของหอศิลป์แห่งนี้ได้ทั้งทาง Facebook และข่าวนี้ค่ะ
Kam Seng Noodle Restaurant – Daily, T: 032-323-278.
Posted in Food Note, Travel Note
Tagged บะหมี่ ราชบุรี, บะหมี่ก๋ำเช้ง, ราชบุรี, เถ้าฮงไถ่, egg noodle, Kam Seng Noodle, Ratchaburi, Tao Hong Tai : DKunst
This tiny shophouse is called Somsong – a very good Thai restaurant that has been around for at least 25 years.
Recently, my path crossed with Austin Bush, who is updating Lonely Planet’s travel guide “Bangkok Encounter.” We discussed my favorite Thai restaurants in Bangkok and “Somsong” – this old-time Thai restaurant that serves eclectic of Thai prepared dishes, immediately came to mind. This is the place where I go whenever I am not too lazy to drive across town for a very good Thai meal, plus their unique dessert called “Khao Fang” that can not be found in any other places. | ก็พอดีว่ามีนักเขียนคนหนึ่งของ Lonely Planet มาสัมภาษณ์ดิฉันว่าชอบร้านอาหารไทยที่ไหนที่สุดในกรุงเทพ คือเขากำลังอัพเดตหนังสือ Bangkok Encounter ซึ่งเป็นเรื่องราวของกรุงเทพ และก็ทำให้ต้องนึกถึงร้าน “สมทรง” ขึ้นมาทันทีค่ะ
My favorite is Giem-Ee in tomyam broth of Sukhothai noodle. Sukhothai noodle is practically a pork-based clear noodle with long green beans. Tom yam means it is pre-seasoned with chili, limes and vinegar.
Somsong is a tiny shophouse located behind Pom Phrasumane, in the small alley leading to Wat Sangwate School. You can drive and take your chance finding a parking space here, but it is best to take a taxi. In fact, if I am, again, not too lazy, I would prefer parking my car somewhere in a parking building at Bang Lamphoo and walk from there to enjoy sightseeing the old areas of my hometown and buy some of their famous snacks home. | ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ ที่ค่อนข้างเก่าแก่ เปิดมาน่าจะซักกว่า 20 ปีแล้ว อยู่ในซอยวัดสังเวช ตรงท่าพระอาทิตย์ บางลำภูค่ะ
This is Somsong’s excellent Sen Lek Tom Yam Hang (rice noodle Sukhothai style, dry version).
Run by a team of husband and wife, Somsong has been around for at least 25 years, since the day that the mother of the current owner, Phi Toi, was mastering her Thai open kitchen. Phi Toi who first worked in a commercial bank later quit his day job and took on his mother’s secret recipes of Sukhothai noodles, assorted curries, spicy stir-fried and some special dishes such as rice with kapi paste, rice with namprik long reur, kanom cheen which is fermented rice vermicelli with either the available curries or their special sao-nam sauce – the thick sweet & sour coconut sauce topped with fresh chopped Sriracha sweet and sour pineapple, green chili, dried shrimps, nam pla, and a squeeze of lime. | ร้านนี้เป็นร้านแบบครอบครัว พี่ติ๋ว เจ้าของและพ่อครัวเป็นผู้ชาย ที่รับสูตรลับมาจากคุณแม่ อาหารเด็ดก็มีก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยต้มยำที่อร่อยมาก ทั้งแบบแห้งและน้ำ ขนมจีนซาวน้ำ และบรรดาแกง ผัดเผ็ด ทั้งหลายตามสไตล์ร้านข้าวแกงไทยแบบไทยบ้านๆ
Kanom Cheen Sao Nam – A surprisingly rare dish to be found now in modern Bangkok. Thai kanom cheen is here topped with thick coconut milk, pounded dried shrimp, nam pla, chili and a good squeeze of fresh lime.
The fact that Somsong is also a favorite of many local eaters, especially those old-timers who know how to eat, makes it the place that I would recommend to any tourists, and younger Thais who wonder what Thai foods in the old days were like. This shop is open early, and you can come here during those hours for their noodles. But when day begins to roll, Phi Toi will gradually bring out from his backside kitchen one dish after another. And when noon comes, the house is brimmed with his delicious creations of the day. I particularly love his spicy stir-fry fish balls with these piquant herbs, fish ball green curry, spicy stir-fry of cat fish, spicy yam of grilled pork. His famous kanom cheen sao-nam is something not to be missed either – if you like the idea of the rice noodle with coconut milk that is. | ไปร้านนี้ทีไร รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลาไปสมัยที่บ้านเรายังพอมีร้านข้าวแกงทำนองนี้อยู่ทั่วไป เพราะข้าวกับแกง เป็นอาหารหลักของประเทศเรามานานมาก ร้านนี้เปิดตั้งแต่เช้า เริ่มโดยการขายก๋วยเตี๋ยวก่อน จากนั้นพี่ติ๋วก็จะค่อยๆ ทำผัด ทำแกง ทยอยออกมาจากหลังร้าน จนมีของเต็มที่ก็ประมาณเที่ยง
Somsong’s piquant stir-fry of pla grai fish ball. I love it that he puts in all the dish’s required herbs.
One drag here, though, is the huge numbers of their customers. I never went there and found the place empty and the picture above is a normal scene in front of the establishment. Sometimes you see the place slightly vacant does not mean that you will get your dishes fast because they may be busy completing their phone orders, which are always quite a lot. The best thing to do is to get there by 11am, sit tight until they come to take your orders. And you should order everything in one batch. Say, if you think you are going to eat 3 plates of kanom cheen sao-nam, 2 tom-yam noodles, one rice with their curry, and two of their kao-fang Thai sweet, just say so first time they come around to write them down. And yes, I advise you to order your desserts upfront, because it can run out by the time you finish the meal. | นอกจากที่จอดรถจะหายากมากแล้ว ร้านนี้คนก็เยอะมากตลอดทุกครั้งที่ไปทานตอนเที่ยงค่ะ แนะนำว่าให้มาถึงร้านซักประมาณ 11 โมงเช้า เมื่อได้โต๊ะก็นั่งรอสักครู่ พอเขามารับออเดอร์ ก็ให้สั่งทั้งหมดที่จะรับประทานไปเลยทีเดียว เช่น ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ 3 ชาม ข้าวแกง ขนมจีน ข้าวฝ่าง (หน้าทุเรียนบางทีเขาก็มีข้าวเหนียวทุเรียนที่อร่อยมากๆ) ก็สั่งไปเลยทีเดียวนะคะ ก๋วยเตี๋ยวรอนานหน่อย หากหิวก็สั่งข้าวแกงมารองท้องก่อนค่ะ
Or you can opt for their super delicious kanom cheen with pla grai fish ball green curry, too.
Compared to other fancy Thai restaurants, this place is what Thai people will call “baan-baan” which just means no-frills. You may need to share the tables with other locals which will allow you a rare glimpse of life in the old day when Kao Gaeng shops littered the streets of Bangkok. | ตอนนี้อาหารไทยกำลังขึ้นหม้อ มีแต่คนให้ความสนใจ และตั้งคำถามว่าอะไรคืออาหารไทยกันแน่ ดิฉันขอมาทานร้านนี้ อันเป็นร้านหนึ่งที่ดิฉันรู้สึกขอบคุณที่พี่เขายังทำอาหารไทยแบบนี้ให้เรามีโอกาสทานกัน และราคาที่ถูกมากทำให้สามารถไปทานได้บ่อย แม้จะหมายถึงการขับรถขึ้นทางด่วนครบสามขั้น ทั้งขาไปและกลับก็ตามค่ะ ชอบมากๆ
Here is their famous Kao Fang – another very rare Thai dessert made from sorghum. Sweetened and served with a bit salty coconut milk. Way to eat it is to curb your instinct to stir, but lift the spoon up one by one with each bite containing both the sweet part of the kao fang and the coconut milk to make a perfect tasty combination. | โอ้..และนี่ก็คือข้าวฝ่าง ที่ขอแอบมีวิธีทานหน่อยนะคะ คือกรุณาอย่าคนให้กระทิและเนื้อขนมเข้ากัน แต่ให้ค่อยๆ ยกช้อนขึ้นมาทานทีละคำ ให้เนื้อข้าวฝ่างและน้ำกระทิเค็มปะแล่มอยู่ในคำเดียวกัน จะอร่อยมากค่ะ
Somsong opens daily from arund 9.00 – 16.00. But it is wise to call to check whether they are closed for personal reasons. T: 02 282 0972. ร้านนี้เปิดทุกวันนะคะ แต่หากจะให้แน่หรือบ้านไกล โทรไปเช็คก่อนดีที่สุดค่ะ
Posted in Food Note
Tagged ขนมจีนซาวน้ำ, ข้าวฟ่าง, วัดสังเวช, สมทรง, Bangkok, Kanom cheen saonam, Kao Fang dessert, Somsong restaurant, Tha Phra Arthit
This is my secret address. A small stall called Mae Lek that sells, for decades, Thailand’s best and probably most expensive salted beef and pork that can save lives of many people, i.e. me who, once hungry but too busy, usually depend on steamed rice and these wonderful prepared meats. | อันนี้เป็นความลับที่ไม่ลับ ร้านหมูเค็มแม่เล็กที่เป็นที่โปรดปรานของหลายๆ คน โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่อาจมีคุณพ่อแม่พี่น้องป้าน้าอาซื้อให้ทานตั้งกะเด็กๆ ก็เพราะร้านนี้อยู่มานานมาก หลายสิบปี แล้วก็ยังทำหมูและเนื้อเค็มได้อร่อยเด็ดที่สุดในโลกที่อิฉันเคยรับประทานมา
To describe the taste of Mae Lek’s “baked beef” and “baked pork” is like trying to describe something so ordinary, yet extraordinary, in tastes and preparation. Instead of having the pork/beef fried in long small strings/cubes like other stalls, this special place cut their meats into slices, then marinate and bake them. The result is aromatic, full-flavour meats unlike others. Pork is Bt400/kilo; beef Bt580/kilo, and they are both worth it. | เคยไปสัมภาษณ์พี่เจ้าของร้านครั้งหนึ่งสมัยยังเขียนคอลัมน์อาหารให้เดอะเนชั่น ก็ได้ความว่าทางร้านเขาต้องนำหมูและเนื้อมาแล่เป็นแผ่น หมักก่อนจึงนำไปอบ จนได้หน้าตาแบบนี้อันเป็นเอกลักษณ์ของหมูเค็มเนื้อเค็มเจ้านี้ ที่ไม่มีร้านไหนเหมือน ตอนนี้เพิ่งปรับราคา หมูกิโลละ 400 บาท เนื้อวัวกิโลละ 580 บาท
Both meats can be kept in the fridge for weeks (if you can resist it) and even longer in freezer. All you need to do is to reheat one or two slices in either an oven (lowest temperature) or put them in the rice cooker for 5 minutes.| งานนี้ขอบอกว่าเหมาะมากสำหรับคนที่งานยุ่งมาก แต่ก็ยังอยากจะทานข้าวบ้านอยู่ หุงข้าวกล้องออแกนิกส์ทานกะเนื้อเค็มอร่อยที่สุด เนื้อและหมูเจ้านี้เก็บได้นานค่ะ โดยเฉพาะหากซื้อมาเยอะ แบ่งเก็บในช่องฟรีซ เวลาอุ่นก็มาใส่เตาอบไฟอ่อน หรือจะใส่ลงไปในหม้อหุงข้าวก็ได้ซัก 5 นาทีก็ได้ทานของอร่อยๆ ง่ายๆ
They also have sweet shredded pork/beef which are excellent with sticky rice also. Small packs of Bt60/Bt100 and homemade chili pastes are also available. | หมูฝอย เนื้อฝอยที่ออกหวานนิดๆ เขาก็มีขายนะคะ อันนี้ทานกับข้าวเหนียวน่าจะอร่อยมาก หรือหากใครไม่ต้องการซื้อแพคใหญ่ๆ เขาก็มีขายแพ็คละ 60 บาท 100 บาท หรือจะซื้อครึ่งกิโลก็ได้ค่ะ
Mae Lek is on Trok Kraisri, Bang Lampoo. Daily, closed Mondays. T: 081 489 5454. | แม่เล็ก ปากซอยไกรสีห์ เปิดทุกวันเว้นวันจันทร์ โทร 081 489 5454
Posted in Food Note
Tagged บางลำภู, หมูเต็มแม่เล็ก, bang lam phoo, moo kem mae lek