ย้อนอดีตโลกที่ลิสบอน (1)

เรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ฉบับ @Taste

สำหรับนักท่องยุโรปผู้ชำนาญการ ลิสบอนเป็นเมืองที่ดูลึกลับน่าพิศวงที่สุดแห่งหนึ่ง นอกจากเพราะเป็นเมืองติ่งสุดฝั่งตะวันตกของพื้นดินทวีปยุโรปซึ่งออกนอกเส้นทางเที่ยวยุโรปของคนส่วนมากแล้ว ลิสบอนยังมีอดีตในฐานะเมืองหลวงของโปรตุเกสผู้เคยครอบครองครึ่งหนึ่งของโลกไว้เป็นอาณานิคมอีกด้วย ที่น่าสนใจก็คือว่า ทั้งที่มีอดีตอันโชติช่วงขนาดนั้น ช่วงศตวรรษที่ผ่านมาโปรตุเกสกลับกลายเป็นประเทศที่โลกลืม และลิสบอนเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดของยุโรป ในขณะที่ประเทศอื่นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคทองของเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ ลิสบอนก็ยังเหมือนเดิมคือยากจนและด้อยพัฒนา ถนนหนทางยังคงเป็นแบบเดิมราวกับเป็นเมืองที่ถูกดองเกลืออยู่ในขวดโหลแม้เวลาจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม

เมื่อห้าร้อยปีก่อน ริมฝั่งแม่น้ำทากัส (Tagus River) ของเมืองนี้เป็นท่าเรือออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติคให้นักเดินเรือชาวโปรตุเกสออกเดินทางเพื่อไปล่าอาณานิคม แล้วที่นำกลับมาประเทศแม่คือบรรดาทรัพย์สินในดินอันมีค่าของประเทศต่างๆ เหล่านั้น จากอินเดียก็คือบรรดาเครื่องเทศหอมๆ ที่ก่อให้เกิดกระแส “กลิ่นจรุงของอินเดีย” และแร่ทองคำจากบราซิลสถาปัตยกรรมแบบบาโรค (Baroque) ที่อู้ฟู่หรูหราเพราะทุกอย่างเคลือบทองระยิบแวววาว ปัจจุบันภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาที่มีคนพูดมากเป็นอันดับที่เจ็ดของโลก และบราซิลเป็นประเทศเดียวในทวีปอเมริกาที่พูดภาษานี้

อาณานิคมของโปรตุเกสนั้นยิ่งใหญ่เสียจนเคยมีคนพูดว่า โลกใบนี้แบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนของโปรตุเกสและส่วนของสเปน เพราะสเปนก็คืออดีตชาติแห่งอาณานิคมทางเรือคู่แข่งของโปรตุเกส และสเปนนี่แหละที่เป็นเพื่อนบ้านที่ทำตัวเป็นหอกข้างแคร่ของโปรตุเกสมาตลอด

โดยทั่วไป การเที่ยวยุโรปมักเริ่มที่ประเทศอันเป็นที่นิยมกว่าอื่นๆ เสียก่อนเพื่อให้สมกับว่าไปยุโรป ก่อนที่จะไล่มาเมืองเก่าแก่เงียบสงบ แปลก หรือไม่เคยเห็นอย่างลิสบอน ที่นี่คุณจะเห็นหน้าตาคนท้องถิ่นที่แตกต่างจากฝรั่งขาวทั่วไปที่เราเคยเห็นทางภาคเหนือ เพราะเชื้อชาติดั้งเดิมของคนโปรตุเกสนั้นก็มีประวัติยาวนาน ทั้งเป็นเพราะภูมิศาสตร์ที่ติดกับอัฟริกาเหนือ และประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยอดีตอาณานิคมซึ่งทำให้ประชากรในประเทศเหล่านั้นอพยพเข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างเสรี

ประวัติคร่าวๆ ของเมืองนี้มีอยู่ว่า จากการเป็นเมืองท่าสู่อาณานิคมตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 (เริ่มประมาณ ค.ศ. 1415) ที่เขาเรียกกันว่าเป็นยุค The Discoveries (การค้นพบ) นั้น โปรตุเกสเริ่มต้นเดินเรือไปที่ใกล้ๆ ก่อนคือทวีปอัฟริกาตอนเหนือฝั่งตะวันตก ต่อมาการเดินเรือกล้าแกร่งขึ้นก็ค้นพบว่าทวีปนี้สามารถเดินเรือโดยรอบได้ ความละโมบโลภมากก็พาไปล่าอาณานิคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงฝั่งตะวันออกของทวีปอัฟริกา เรื่อยมาจนอินเดีย มาละกา (มาเลเซีย) และมาเก๊า ความโหดเหี้ยมของนักล่าอาณานิคมชาวโปรตุเกสขณะนั้นเป็นที่เลื่องลือ โดยเฉพาะการนำทีมของ นายวาสโก้ เดอ กาม่า ที่มีคนตั้งคำถามว่าเขาเป็นฮีโร่หรือผู้ก่อการร้ายกันแน่ เพราะเขาใช้ทารุณในการยึดเมืองที่ไม่ใช่ของตัวเอง เช่น ตัดหู ตัดจมูก “นักโทษ” หรือไม่ก็จับคนพื้นเมืองเหล่านั้นขึ้นเรือออกทะเล ยิงเรือให้จมแล้วสั่งให้คนของตัวเองออกเรือไปแทงคนที่รอดชีวิตเป็นต้น

ว่ากันว่าเมื่อค้นพบอินเดียได้นั้น โปรตุเกสก็เกิดอาการอู้ฟู่เป็นเศรษฐีใหม่ขนาดหนัก ท่าเรือริมแม่น้ำทากัสเต็มไปด้วยเรือเข้าออก ขนเครื่องเทศ ทองคำ มาประโคมบ้านช่อง วัดวาของตัวเอง ผู้ชายชาวโปรตุเกสยุคนั้นก็มีแต่ความฝันเรื่องการล่าอาณานิคม จนมีละครแต่งขึ้นว่าด้วยภรรยาชาวลิสบอนที่ก็มีกิจกรรมสนุกๆ ของตัวเองในขณะที่สามีออกไปทำงานที่ the Indies ด้วย

จะบอกว่ากรรมเก่าก็คงไม่ผิดนัก เพราะในขณะที่โปรตุเกสทำทุกอย่างเพื่อเรืองอำนาจในประเทศอื่น สเปนก็พยายามตีโปรตุเกสให้เป็นของตัวเอง นอกจากจะเป็นคู่แข่งด้านการล่าอาณานิคมแล้ว สเปนก็ยังพยายามแทรกซึมเข้ามามีบทบาทในโปรตุเกสตลอดเวลา มีการแย่งชิงอำนาจไปมาจนในที่สุดก็มีบางช่วงที่กษัตริย์สเปนมาปกครองโปรตุเกส สลับกับการที่ชาวโปรตุเกสยึดอำนาจ ไปมาอยู่หลายครั้ง

แต่กรรมหนักของประเทศนี้มาถึงในปี ค.ศ. 1755 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่เป็นวันฉลองนักบุญ (All Saints Day) ที่คนกำลังแน่นโบสถ์สวดมนต์ในตอนเช้า แผ่นดินไหวขนาดใหญ่นาน 6 นาทีที่กระเพื่อมแรงไปจนรู้สึกได้ในอัฟริกาเหนือได้สั่นสะเทือนพื้นโลกที่ลิสบอนตั้งอยู่ งานนี้สถาปัตยกรรมอันวิจิตรต่างๆ ที่โปรตุเกสได้เพียรสะสมมาพังทลายทั้งหมด แถมเมื่อคนวิ่งหนีลงมาจากเขาสู่ริมแม่น้ำ (ลิสบอนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในภูเขา 7 ลูกริมฝั่งแม่น้ำ) ก็เจอกับสึนามิพัดกระหน่ำอีกระรอก และลมตะวันออกเฉียงเหนือยังพัดความแห้งลงมา ก่อให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ซ้ำเข้าอีก

ลิสบอนใช้เวลา 20 ปี ในการสร้างเมืองหลวงที่พังราบเป็นหน้ากลองกลับขึ้นมาใหม่ พร้อมด้วยฉากใหม่ของการเมืองการปกครองที่ทำให้ลิสบอนเป็นเมืองอย่างที่เป็นทุกวันนี้ จากการสร้างเมืองใหม่บนซากปรักหักพัง ลิสบอนก็เข้าสู่ยุคการพัฒนาเมืองให้เป็นระเบียบและเจริญด้านการค้าอีกครั้ง แต่ก็ถูกสงครามจากประเทศฝรั่งเศสสมัยนโปเลียนถล่มจนพ่ายแพ้เสียก่อน หลังจากตกเป็นของฝรั่งเศส สเปน และอังกฤษสลับช่วงกัน โปรตุเกสก็เข้าสู่ยุคแห่งคำพูดสวยๆ ทางการเมืองประเภท “เสรีนิยม” หรือ “รัฐธรรมนูญ” และในปีค.ศ. 1901 ฝ่ายปฏิวัติก็ยึดอำนาจจากกษัตริย์ และเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นระบบสาธารณรัฐได้ในที่สุด

แต่การเปลี่ยนระบอบการปกครองจากกษัตริย์เป็นสาธารณรัฐนี่เองที่เป็นเหตุให้โปรตุเกสและลิสบอนกลายเป็นเมืองที่ยากจนค้นแค้นที่สุดในยุโรป ช่วงระยะเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปได้รับการพัฒนาไปข้างหน้า มีความเจริญทุกด้าน ลิสบอนในฐานะอดีตชาติมหาอำนาจกลับย่ำอยู่กับที่ ผู้คนยากจนค้นแค้น ถูกกดขี่ และถูกมัวเมาด้วยของไร้สาระอย่างไร้ทางเลือก ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้ที่มาเถลิงอำนาจที่เคยสัญญากับประชาชนว่าระบบกษัตริย์นั้นไม่ดี เป็นภาระของประชาชน และโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง “ความไม่เท่าเทียม” ต่างๆ นานาๆ ให้คนหลงเชื่อนั้น พอเอาเข้าจริงที่ยึดอำนาจมาก็กลับทำร้ายประชาชนเอง โดยการโกยผลประโยชน์ของชาติเป็นของส่วนตัว ปิดประเทศ ปิดหูปิดตาประชาชน พูดง่ายๆ ก็คือเลี้ยงให้โง่เข้าไว้ด้วยของ 3 อย่างก็คือ แม่พระฟาติมาที่เมืองฟาติมาทางตอนเหนือของลิสบอน ฟุตบอล และ เพลงฟาโด้ (Fado) คร่ำครวญแห่งความหวังอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ

ยุคสาธารณรัฐเผด็จการปกครองลิสบอนมาจนถึงปี ค.ศ. 1974 จนมีทหารนักปฏิวัติที่ยึดอำนาจจากเผด็จการกลับมาได้สำเร็จโดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อ ประชาชนให้การสนับสนุนการโค่นล้มอำนาจเผด็จการครั้งนี้อย่างท่วมท้น โดยนำดอกคาร์เนชั่นสีแดงมาแจกให้ทหารติดปลายปืน ทำให้การปฏิวัติครั้งนั้นได้ชื่อว่า “การปฏิวัติคาร์เนชั่น” เป็นการปฏิวัติที่นำโปรตุเกสกลับมาเป็นประเทศที่ประชาชนอยู่ดีมีสุขได้อีกครั้ง

หลังจากมีประชาธิบไตยอย่างแท้จริง โปรตุเกสเริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกนี้อีกครั้ง ชาวโปรตุเกสที่เคยอพยพหนีเผด็จการไปอยู่ตามประเทศต่างๆ อันเป็นอาณานิคมของตัว ก็เริ่มย้ายกลับมาสร้างบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง เพราะยุคหลังจากนี้ โปรตุเกสก็เข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนา กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในยุโรป และเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปีค.ศ. 1986 ซึ่งหลังจากยุคเผด็จการจนถึงปัจจุบัน จีดีพีของประเทศนี้เติบโตมากกว่า 40 เท่า และประชากรอยู่ดีกินดี มีอิสรภาพขึ้นตามลำดับ

– จากกรุงเทพฯ สามารถขึ้นเครื่องบินไปลงมาดริด (สเปน) แล้วนั่งรถไฟนอนของ Rail Europe เข้ากรุงลิสบอนได้อย่างสะดวก Rail Europe เป็นวิธีการเดินทางด้วยรถไฟที่สะดวกและราคาย่อมเยาสำหรับนักท่องเที่ยวในยุโรป สามารถซื้อตั๋วเฉพาะประเทศ หรือสามประเทศติดกันได้ สอบถามข้อมูลที่แผนก Rail Europe ที่ Diethelm Travel โทร  02 660 7067-69 หรือ 02 660 7063 หรือ raileurope@th.diethelmtravel.com หรือ www.raileurope.fr

Insight Vacations จัดทัวร์มีระดับไปลิสบอนและอีกหลายประเทศในยุโรป ดูโปรแกรมทัวร์ได้ที่ ww.insightvacations.com/world และติดต่อ SEA Tours ที่โทร  0-2216-5783 to 93

ครั้งหน้าขอมาต่อเรื่องลิสบอนยุคใหม่ และย่านน่าเที่ยวกันค่ะ

2 thoughts on “ย้อนอดีตโลกที่ลิสบอน (1)

  1. Yes, we are lucky. It was such a charming town. You’ll love it when you get there.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s