ย้อนอดีตโลกที่ลิสบอน (จบ)

เรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 พฤษภาคม 2553 ฉบับ @Taste

คงไม่ต้องบอกว่าเรื่องนี้คล้ายกับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ ที่มีคนบางกลุ่มพยายามก่อให้เกิด “รัฐไทยใหม่” และชูนโยบาย “ความเท่าเทียมกัน” อย่างที่เป็นข่าว แปลกแต่จริงที่ว่าประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีน รัสเซีย* และเยอรมันตะวันออกได้ล่มสลายไปกว่า 20 ปีที่แล้วเพราะคอมมิวนิสต์เป็นระบบที่ไม่ได้ผลและทำให้คนยากจนกว่าเดิม แต่ที่ประเทศไทยกลับมีคนบางกลุ่มพยายามชูนโยบาย “เท่าเทียม” เพื่อหลอกลวงกันอยู่ได้ปัจจุบัน

กรุงลิสบอนตั้งอยู่บนภูเขา 7 ลูก ด้านหน้าหันออกแม่น้ำทากัส ซึ่งเป็นทางออกทะเลที่สำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบัน หากได้มายืนริมแม่น้ำแห่งนี้ก็จะเห็นว่าแม่น้ำทากัสมีขนาดใหญ่มหึมาราวกับเป็นทะเล แต่นี่คือแม่น้ำซึ่งเป็นอ่าวธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และก็เป็นสาเหตุว่าทำไมโปรตุเกสถึงสามารถเป็นอดีตมหาอำนาจโลกได้อย่างที่เป็น

แม้ลิสบอนจะเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และการเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรปที่ทำให้เกิดการพัฒนามากมายทางเศรษฐกิจ แต่การเที่ยวลิสบอนในตัวเมืองเก่าย่านติดแม่น้ำนี้ เราจะเห็นได้เลยถึงอดีตที่เมืองนี้รักษาไว้ จริงๆ แล้วหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น โชคดีมีอยู่ว่าผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศนั้นได้เปลี่ยนแปลงย่านนี้น้อยมาก มีสถานที่สำคัญเพียงไม่กี่แห่งที่ถูกทำลาย แต่พื้นที่ในเมืองเก่าส่วนมากก็ยังคงเหมือนเดิม เว้นแต่มีรถราวิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง

เมืองเก่าของลิสบอนที่เราแนะนำให้เที่ยว ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนักและสามารถเดินเล่นทอดน่องเองได้สบายๆ หรือหากเมื่อยกระทันกัน ก็สามารถขึ้นรถราง ลิฟต์ขึ้นเขา หรือรถไฟใต้ดินได้สะดวกมาก คนอื่นอาจมองความเก่าที่ค่อนข้างสกปรกของลิสบอนเป็นสิ่งน่ารังเกียจ แต่สำหรับดิฉันนี่คือเมืองแห่งความน่าตื่นเต้น มาแล้วเหมือนได้ย้อนเวลากลับไป โดยเฉพาะยิ่งได้เดินลึกเข้าไปตามตรอกซอกซอยที่ยังเป็นที่อยู่อาศัยของคนลิสบอน ตลาดเก่าที่แต่ละร้านยังขายของเฉพาะอย่าง โดยสามารถดำเนินกิจการได้อยู่ก็เพราะรัฐบาลเก็บค่าเช่าต่ำเป็นพิเศษเพื่อช่วยบำรุงนั่นเอง

เขตเมืองเก่าของลิสบอนที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรที่สุดเห็นจะเป็นย่านบาช่า (Baixa) ย่านใจกลางเมืองที่เป็นอดีตท่าเรือ ที่ปัจจุบันยังมีตลาดขนาดใหญ่ที่คนลิสบอนยังเลือกมาจับจ่ายแม้ว่าจะมีห้างสรรพสินค้าตั้งขึ้นมากมายแล้วก็ตาม อาหารที่เป็นที่ขึ้นชื่อของโปรตุเกสก็คือปลาคอด แต่แปลกที่ว่าท้องทะเลโปรตุเกสนั้นไม่มีปลาคอด ดังนั้นปลาคอดแช่เกลือที่เราเห็นกันดาษดื่นนั้นความจริงแล้วมาไกลถึงจากนอร์เวย์ซึ่งน้ำทะเลเย็นกว่าแถบนี้ และการทานปลาค็อดทุกวี่ทุกวันยังเป็นความตลกร้ายที่คนโปรตุเกสยังชอบนำมาพูดทุกครั้งที่ทานปลาค็อดว่า “เป็นปลาประจำชาติของโปรตุเกส แต่มาไกลถึงจากนอร์เวย์”

ปลาค็อดที่ว่านี้น่าจะมีรากเหง้ามาจากการที่โปรตุเกสเดินเรือไกลๆ ข้ามโลกไปตามประเทศต่างๆ เพราะอย่างที่เห็นคือปลาค็อดที่มีขายตามตลาดแถวนี้ทั้งหมดเป็นปลาค็อดที่หมักเกลือไว้หนาและเข้าเนื้อ (เรียกว่า Baccala) และขายเป็นชิ้นใหญ่ๆ และเวลาเขานำไปปรุงอาหารก็คือนำไปล้างเกลือออกก่อนหลายๆ น้ำและแช่น้ำเปล่าทิ้งไว้อย่างน้อย 12 ชั่วโมงเพื่อให้หายเค็ม

หากดูจากแผนที่กรุงลิสบอนด้วยตาเปล่า เราจะมองไม่ออกหรอกว่าพื้นที่ของจริงนั้นขึ้นๆ ลงๆ เพราะสร้างตามพื้นที่อันเป็นภูเขา 7 ลูก แต่หากได้มาเดินโดยเริ่มจากจุดศูนย์กลางของเมืองคือ Avenida Da Liberdada ซึ่งเป็นถนนสายใหม่ที่สร้างเสร็จใน ค.ศ. 1886 ตามแบบชองสป์ เอลิเซ่ของปารีส และกลายมาเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมเมืองแทนริมน้ำในอดีต และปัจจุบันยังเป็นศูนย์รวมร้านรวงแบรนด์เนมต่างๆ มากมายซึ่งทำให้เป็นถนนคนเดินที่คึกคักมากที่สุดแห่งหนึ่ง และหากมองจากตรงนี้เราจะเห็นว่ามีลิฟต์เหล็กหน้าตาละม้ายคล้ายหอไอเฟิลคือ Elevador de Santa Justa ที่ออกแบบโดย Raul Mesnier de Ponsard ศิษย์คนหนี่งของ Gustave Eiffel ผู้ออกแบบหอไอเฟิล จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมหน้าตาถึงได้คล้ายกันเช่นนั้น นอกจากลิฟต์นี้แล้ว ใกล้ๆ กันยังเป็นรถกระเช้าที่เลื่อนขึ้นลงตามเขาชันให้คนสามารถเดินทางขึ้นลงเขาเหล่านั้นได้อย่างสะดวกอีกด้วย

มาถึงลิสบอน คงไม่สามารถพลาดการชมมรดกโลกอันเป็นอนุสรณ์สถานของความยิ่งใหญ่ในอดีตของลิสบอนไปได้ คือ หอเบเล่ม (Torre de Belem) หอเก่าแก่อายุกว่า 500 ปีที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันฝั่งแม่น้ำ และเป็นจุดออกเรือของนักเดินเรือโปรตุเกสตั้งแต่สมัยค้นพบโลก เมื่อก่อนหอนี้ตั้งอยู่กลางแม่น้ำ ทำให้รู้สึกทึ่งในความสามารถของคนเมื่อก่อนที่สามารถสร้างหอนี้ได้ตรงนั้น แต่หลังจากแผ่นดินไหวในปี ค.ศ.1755 แม่น้ำทากัสก็เปลี่ยนกระแส ประกอบกับการก่อสร้างของพื้นที่ริมน้ำสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็เลยทำให้หอแห่งนี้ดูเหมือนอยู่ติดฝั่งอย่างที่เห็น

หลังจากเดินชมหอเบเล่มเสร็จแล้ว แนะนำว่าให้เดินไปยัง Monument of Discoveries ที่อยู่ไม่ไกลจากนั้น อันเป็นอนุสรณ์สถานอีกแห่งที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการค้นพบโลกใหม่ของโปรตุเกส แต่ขอให้มองดูที่พื้นตรงหน้าอนุสาวรีย์แห่งนั้น เพราะเป็นแผนที่โลกหินอ่อนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลอัฟริกาใต้ให้โปรตุเกสเป็นของขวัญเมื่อปีค.ศ. 1960 และว่ากันว่าเงาของอนุสาวรีย์แห่งนี้จะทาบลงบนแผนที่ตามลำดับของการเดินเรือไปประเทศต่างๆ ของโปรตุเกสอีกด้วย

ตรงข้ามอนุสาวรีย์แห่งนี้คือโบสถ์เจอโรนิโม่ (Jeronimos Monastery) อันวิจิตรแสดงถึงความมั่งคั่งอย่างมากในอดีตของประเทศนี้ โบสถ์แห่งนี้สร้างมากว่า 500 ปีแล้วเช่นกันและเป็นหนึ่งเพียงไม่กี่แห่งที่รอดพ้นจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่นั้นของโปรตุเกสไปได้ และยังคงเป็นสถานที่ๆ เราสามารถเข้าไปชมความงามและความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมอันฟู่ฟ่าที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบ Manueline อันเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งก่อสร้างอู้ฟู่สมัยกษัตริย์ Manuel ที่ 1 ของประเทศนี้

อาหารอีกอย่างของโปรตุเกสที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ก็คือ ทาร์ตไข่ หรือที่เรียกว่า ทาร์ตโปรตุเกส สำหรับคนที่เคยชิมทาร์ตขี่มาเก๊าแล้วจะรู้เลยว่าทาร์ตไข่ของที่นี่และที่มาเก๊าเหมือนกันคือมีหน้าไหม้จากน้ำตาลที่ถูกอบจนเกรียม ทาร์ตไข่นี่แหละที่เป็นตำนานการแบบขนมของโปรตุเกสอย่างแท้จริงเพราะเริ่มมีการอบขนมชนิดนี้เพื่อขายเป็นครั้งแรกหลังจากมีการยกเลิกระบอบอารามหลวงหลายร้อยปีก่อนทำให้ทั้งพระและชีต้องพยายามหาเลี้ยงชีพโดยการอบทาร์ตไข่ขายจนโด่งดังมาจนทุกวันนี้

เดินตามถนนในลิสบอนจะเห็นว่ามีร้านขายทาร์ตไข่กระจัดกระจายทั่วเมือง โดยเฉพาะย่านนักท่องเที่ยวเช่น Rossio, Bairro Alto, Alfama หรือแม้กระทั่ง Baixa แต่ร้านที่เก่าแก่มากที่สุดอันเป็นที่เลื่องลืออยู่ย่านเบเล่มนั้นเองคือร้าน Antiga Casa de Pasteis de Belem เพราะเป็นร้านที่ดำเนินการมาเกือบสองร้อยปี โดยใช้สูตรลับดั้งเดิมของพระและชีที่อบขนมนี้ขายเป็นครั้งแรกนั่นเอง ร้านนี้คนแน่นมากและขายทาร์ตไข่ราคาแพงกว่าชาวบ้าน แน่นอนว่าคนมาทานที่นี่ย่อมได้อารมณ์สุนทรีย์มากกว่า และยอมจ่ายเงินเพิ่ม แม้ว่าร้านจะอยู่ออกนอกเมืองมาบ้างก็ตาม

เดินเล่นในลิสบอนจะเห็นว่า คาเฟ่ และร้านอาหารมีมากมายจนเลือกไม่ไหว ที่นี่มีร้านอาหารบราซิล อินเดีย มากมาย เพราะแน่นอนคนจากอดีตอาณานิคมเหล่านั้นก็มาตั้งรกรากที่นี่เยอะเหมือนกัน หรือไม่ก็จะเห็นฝรั่งจากอังกฤษจำนวนมาก คนอังกฤษนี่ชอบมาพักผ่อนที่ยุโรปใต้เพราะอากาศอบอุ่นกว่าบ้านตัวเอง มีไม่น้อยเลยที่ตัดสินใจอยู่ที่นี่เลย ไม่กลับบ้านอีกต่อไป

เดินเล่นลิสบอนเพลินแล้ว แนะนำให้ขึ้นรถรางสาย 28 จากกลางเมืองที่จะขึ้นเนินไปถึงปราสาท St. George ย่านอัลฟาม่า แต่ต้องระวังยิปซีล้วงกระเป๋าเป็นพิเศษเพราะรถรางสายนี้มักแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวและแน่นอนชาวยิปซีจะต้องมาทำงานในรถรางสายนี้ด้วย

ไปลิสบอนอย่างไร

– จากกรุงเทพฯ สามารถขึ้นเครื่องบินไปลงมาดริด (สเปน) แล้วนั่งรถไฟนอนของ Rail Europe เข้ากรุงลิสบอนได้อย่างสะดวก Rail Europe เป็นวิธีการเดินทางด้วยรถไฟที่สะดวกและราคาย่อมเยาสำหรับนักท่องเที่ยวในยุโรป สามารถซื้อตั๋วเฉพาะประเทศ หรือสามประเทศติดกันได้ สอบถามข้อมูลที่แผนก Rail Europe ที่ Diethelm Travel โทร  02 660 7067-69 หรือ 02 660 7063 หรือ raileurope@th.diethelmtravel.com หรือ www.raileurope.fr

Insight Vacations จัดทัวร์มีระดับไปลิสบอนและอีกหลายประเทศในยุโรป ดูโปรแกรมทัวร์ได้ที่ www.insightvacations.com/world และติดต่อ SEA Tours ที่โทร  0-2216-5783 to 93

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s