It’s Rabat Time

An excerpt from what has been published in @Taste, Krungthep Thurakij newspaper, Thailand, 11 September 2010

จากมาราเกช เราขึ้นเหนือเพื่อมุ่งหน้ากลับสเปนกันอีกครั้ง แต่จุดมุ่งหมายเราในวันนี้คือแวะค้างที่ราบัต (Rabat) เมืองหลวงของประเทศหนึ่งคืน ก่อนมุ่งหน้าขึ้นไปแทงเจียร์เพื่อข้ามช่องแคบยิบรอลต้าร์กลับไปยังสเปน ครั้งที่ฝรั่งเศสปกครองโมร็อคโคเมื่อปีค.ศ. 1912 ราบัตถูกตั้งให้เป็นเมืองหลวงแทนเฟซ เพราะที่เฟซคนท้องถิ่นมีปฏิกริยาต่อการเข้ามาปกครองของฝรั่งเศส ก็เลยทำให้ราบัตจากเมืองที่เต็มไปด้วยโจรสลัด กลายเป็นศูนย์กลางการปกครอง กฏหมาย ในขณะที่ศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของประเทศอยู่ที่เมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) ที่อยู่ไม่ไกลนักลงไปทางใต้ | From Marakesh, we reversed up north on route back to Spain. But first, we stopped at Rabat, stayed one night before making our way to the ferry, crossing the Strait of Gibraltar back to Tarifa one more time. Since France took over Morocco in 1912, Rabat was appointed the capital city thanks to the local uprising in Fes against French ruling. The French turned the former pirate town of Rabat into the governmental post while maintaining the business hub of the country in Casablanca down the road.

เรานั่งรถยาวจากมาราเกชผ่านความวุ่นวายของเมืองคาซาบลังก้า (Casablanca*) อีกเมืองที่โด่งดังจากหนังเก่าชื่อเดียวกัน และมาถึงราบัตในตอนเย็น แต่ก็ยังพอมีเวลาแวะชมสุสานของพระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 5 (Musoleum of Mohammed V) ที่เป็นที่ฝังพระศพของพระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 5 และพระโอรสสองพระองค์คือ เจ้าชายอับดุลลาห์ (Prince Abdullah) และพระเจ้าฮัซซันที่ 2 (King Hassan II) ผู้เป็นพระบิดาของพระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 6 กษัตริย์องค์ปัจจุบัน ที่นี่มีชาวโมร็อคโคมาเที่ยวจำนวนมาก ตัวสุสานซึ่งเป็นตึกสีขาวประดับลวดลายปูนปั้นละเอียดที่เรียกว่าศิลปะแห่งราชวงศ์อะลาวิทสมัยใหม่ (Modern Alaouite Dynasty) สีขาวหลังคาเป็นกระเบื้องสีเขียว ด้านในเป็นส่วนสุสานที่มีระเบียงรอบให้คนสามารถยืนเคารพพระศพและชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรมได้ และที่นี่ก็เหมือนงานสถาปัตยกรรมชิ้นเด็ดของชาวมุสลิมอื่นๆ ที่จุดเด่นอยู่ที่โดมหลังคาขนาดใหญ่ด้านใน ที่มีการประดับลวดลายสุดอลังการด้วยทอง และกระจกสี | It was a quick tour through the mess of Casablanca* – the famous city thanks to the Hollywood film. We arrived at Rabat in the evening and stopped to see the famous Musoleum of Mohammed V that contains the tombs of Prince Abdallah and King Hassan II who is the father of the current King Mohammed VI. The mausoleum is Rabat’s most famous attraction and the intricate white building boasts a fine example of the famous Alaouite dynasty architecture, with its white silhouette, topped by a typical green tiled roof. Its construction was completed in 1971. Hassan II was buried there following his death in 1999.

จะเห็นว่าที่นี่มีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวโมร็อคโคที่มาชื่นชมความงามของสุสาน และถ่ายรูปกับหอคอยมัสยิดเก่าด้านนอก เพราะสุสานแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณมัสยิดโบราณที่มีการสร้างขึ้นสมัยปีค.ศ. 1195 เพื่อหวังว่าจะให้เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีหอคอยที่สูงที่สุดในโลก แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะสุลต่านผู้ที่สั่งให้สร้าง (Sultan Yacoub al-Mansour) มาเสด็จสิ้นพระชนม์เสียก่อน แต่ก็ยังเหลือเป็นหอคอยเก่าแก่อยู่ในพื้นที่เดียวกับสุสานแห่งนี้นั่นเอง จะเห็นว่าหอคอยนี้มีลักษณะคล้ายกับหอคอยที่โบสถ์เมืองเซวิล (Seville) และหอคอยของมัสยิดคูโทเบีย (Koutoubia Mosque) ในมาราเกช เพราะสร้างในยุคเดียวกันและโดยสถาปนิกคนเดียวกัน ซึ่งรูปแบบของหอคอยนี้พิเศษตรงที่ว่า แทนที่เขาจะใช้บันใดวนขึ้นไปชั้นบน เขากลับใช้ทางลาดแทน เพราะชาวมุสลิมต้องทำละหมาดวันละ 5 ครั้ง และต้องมีคนคอยประกาศเวลาบนยอดหอคอย ก็เลยทำให้สะดวกสำหรับคนที่ต้องทำหน้าที่ประกาศนี้ โดยให้ขี่ม้าขึ้นไปได้ แทนที่จะต้องปีนบันได้นั่นเอง | Outside the mausoleum is the Hassan Tower, another historic site of Rabat that reflected well the historic relationship between Morocco and the rest of the Iberian Peninsula. The tower, the minaret of an incomplete mosque, was built back in 1195 with an intention to the world’s largest by Sultan Yacoub al-Mansour. The tower was designed by an architect named ‘Jabir’ who adapted the design for this tower from the Giralda in Seville, making both the mirrors of Jabir’s other famous monument which is the Koutobia Mosque in Marrakesh.

เรื่องราวของกษัตริย์โมร็อคโค น่าสนใจและสนุกพอกันกับวิวที่สวยแปลกตาของประเทศนี้ พระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 6 กษัตริย์องค์ปัจจุบันของโมร็อคโค เป็นคนหนุ่มที่ชาวโมร็อคโครักมาก เพราะเป็นกษัตริย์ที่แคร์ความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง ว่ากันว่าท่านมีลักษณะนิสัยเหมือนพระอัยกา (ปู่) หรือพระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 5 (เจ้าของชื่อสุสานแห่งนี้) และพระปิตุจฉา (ป้า) คือพระนางลัลล่า ฟาติมา (Princess Lalla Fatima Zahra) พี่สาวของพระบิดา (พระเจ้าฮัซซันที่ 2) ซึ่งช่วงที่ท่านเป็นกษัตริย์นั้น โมร็อคโคนับว่าตกต่ำถึงขีดสุด แถมยังมีประวัติด้านสิทธิมนุษยชนที่ไม่ค่อยดีอีกด้วย พระนางลัลล่า ฟาติมา ได้ชื่อว่า Princess of the Poor เพราะท่านเป็นผู้ผลักดันให้ผู้หญิงได้เรียนหนังสือ ประกอบอาชีพ และมีสิทธิเท่าเทียมผู้ชาย และหางานให้คนยากจนทำและมีโครงการมากมายที่ส่งเสริมอาชีพของสตรีที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านพำนักอยู่ที่แทงเจียร์ ในขณะที่แทงเจียร์ตกอยู่ในการปกครองของต่างชาติและเป็นเสมือนตัวแทนของโมร็อคโคที่นั่น | The story of the Moroccan family is a saga in itself. The current King is a much-loved young man who truly cares for his people. People relates him with his grandfather or King Mohammed V and his aunt, Princess Lalla Fatima Zahra who is the sister of his father, King Hassan II. Princess Lalla Fatima was known as the Princess of the Poor because she worked hard to elevate the status of Moroccan women, giving them equal educational and professional chances to men and she founded many women cooperatives which still run until today. Princess Lalla Fatima lived her life in Tangier, acting like the royal representative there while the city was under the international protectorate.

เมืองราบัตเองก็มีประวัติน่าสนใจ เพราะเป็นเมืองติดมหาสมุทรแอตแลนติก เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศสมัยของสุล่าน Yacoub al-Mansour แต่เมื่อท่านสิ้นพระชนม์ เมืองนี้ก็ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า จากนั้นเมืองนี้ก็กลายเป็นเมืองโจรสลัดมาหลายร้อยปี แม้จะมีการปราบปรามแต่ก็ไม่ได้ผล จนกระทั่งมาสิ้นสุดลงเมื่อฝรั่งเศสมาปกครองโมร็อคโคในปี 1912 นั่นเอง จากนั้นราบัตก็มีการพัฒนาเคียงคู่ไปกับเมืองซาเล่ (Sale) ซึ่งปัจจุบันทั้งสองเมืองนี้แม้จะไม่มีบทบาทความเป็นเมืองท่าเหมือนสมัยก่อน แต่ก็เป็นศูนย์กลางธุรกิจด้านสิ่งทอ อาหาร และการก่อสร้าง | Rabat is a city full of its own histories. With is coastline to the Atlantic, this is a former capital during the era of Sultan Yacoub al-Mansour, but after his death, the city was abandoned and left to the pirates for hundreds of years. When French relocated capital city from Fes to Rabat back in 1912, they made it the center for the government and the military while building Sale, Rabat’s sister city as the industrial development zones for textile, food and construction.

กรอบ

ราบัตเป็นเมืองใหญ่อันดับที่สองของโมร็อคโค ทะเลที่ราบัตเป็นที่โปรดปรานของนักโต้คลื่นผู้รู้ดี เพราะที่นี่มีคลื่นโตสะใจโดยเฉพาะตอนหน้าหนาวจนถึงประมาณเดือนมีนาคม ที่นักโต้คลื่นชอบมากและไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านมากเท่าหาดอื่นๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว | Rabat is Morocco’s second largest city and its sea is a favorite for surfers in the know who come to enjoy the rolling sea during the Spring time.

ภาพยนตร์เรื่อง Black Hawk Down (ออกฉายปี 2001) ที่เรื่องราวเกิดขึ้นที่โซมาเลีย ถ่ายทำที่เมืองราบัต ส่วนเรื่อง Green Zone (ออกฉายปี 2010) ที่เรื่องราวเกิดขึ้นที่อีรัก ก็ถ่ายทำที่เมืองราบัต แต่หนังเรื่อง Casablanca (ปี 1942) อันแสนอมตะที่ชื่อเรื่องทำให้เมืองคาซาบลังก้าของโมร็อคโคโด่งดังไปทั่วที่อเมริกาทั้งหมด | Morocco is a favorite choice for Hollywood film featuring war-zones atmosphere. Black Hawk Down (2001), whose story took place in Somalia, was filmed in Rabat. Green Zone (2010), featuring what happened in Iraq when the US was searching for the ‘weapons of mass destruction’ was also filmed in Rabat. However, the film Casablanca (1942) that made the namesake city famous was filmed entirely in the US.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s