The Oregon Coast (1) at Cape Meares

จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ @Taste ฉบับวันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2554
หน้าตาตะเกียงที่ทำจากเลนส์กระจกเฟรเนล
อย่างที่ได้เล่าไปแล้วว่า พอร์ตแลนด์ โอเรกอน (Portland, Oregon) เป็นเมืองที่ขนาบข้างไปด้วยทะเลและภูเขา ซึ่งทะเลในที่นี้ก็คือ The Oregon Coast ติดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่สวยงามจับใจ เป็นหนึ่งในวิวที่น่าจะติดอยู่ในรายการสถานที่หนึ่งที่ควรได้ไปขณะที่ยังมีเรี่ยวแรง 

พอร์ตแลนด์อยู่ห่างจากชายทะเลประมาณ 120 กม. หากใช้ไฮเวย์หมายเลข 6 ตะวันตก (Highway 6 West) วิธีที่ดีที่สุดที่จะไปเที่ยวชายทะเลแห่งนี้ก็คือเช่ารถขับ ซึ่งทำได้ง่ายมากหากว่าทำใบขับขี่สากลไปก่อนจากกรมการขนส่งทางบกของไทย เราสามารถจองรถเช่าได้ล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ตและเลือกขนาดราคา จองวันและสถานที่รับและคืนรถได้สะดวก ไฮเวย์ของอเมริกาก็ขึ้นชื่อว่ากว้างใหญ่ขับง่าย เพียงแต่ให้ระลึกสติอยู่เสมอว่ารถของเขาเป็นพวงมาลัยซ้าย ขับชิดขวาเป็นสำคัญ


ประภาคารที่มีความสูงน้อยที่สุด แต่ตั้งอยู่ตรงหน้าผาที่สูงที่สุดของชายฝั่งโอเรกอน
จริงๆ จุดหมายปลายทางของเราสองคนในครั้งนี้ก็คือ เมืองแอสทอเรีย (Astoria) เมืองชายฝั่งทะเลและแม่น้ำโคลัมเบียที่เก่าแก่และกำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีในปีนี้ แต่เราเลือกเดินทางเป็นวงกลม ออกจากพอร์ตแลนด์ตอนเช้า กะให้ไปถึงเมืองทิลลามุก (Tillamook)ที่อยู่ขนานกับพอร์ตแลนด์ก่อนเพื่อชมวิว ทานข้าวเที่ยงและไอศกรีม จากนั้นค่อยขับขึ้นเหนือโดยใช้เส้นทางไฮเวย์ 101 (Highway 101)เลียบชายฝั่งแปซิฟิกขึ้นไป ซึ่งก็น่าจะไปถึงแอสทอเรียตอนเย็นๆ กำลังสบาย กะทานข้าวเย็นที่โน่นได้กำลังพอดี

เวลาขับรถที่สหรัฐอเมริกาควรระวังอย่าให้เกินความเร็วที่เขากำหนด ที่โอเรกอนมักมีกำหนดความเร็วอยู่ที่ระหว่าง 55-65 ไมล์ (ประมาณ 90-110 กม.) ต่อชั่วโมง ส่วนทางไปชายทะเลนี้เป็นทางสองเลนสวนกันและมี passing lane ให้แซงได้เป็นระยะ พร้อมตำรวจที่มักจอดซุ่มพร้อมเรดาห์จับความเร็วอยู่เนืองๆ ค่าปรับขั้นต่ำสำหรับการขับรถเร็วเกินและอันตรายเริ่มต้นที่ประมาณร้อยกว่าดอลล่าร์ ตำรวจที่นี่เขาไม่รับส่วยและหากกล้าเสนอส่วยคุณจะโดนสองเด้งค่ะ
วิวจากมหาสมุทรแปซิฟิกแหลมเมียเรส
ขับรถออกนอกเมืองชมนกชมไม้ในรัฐโอเรกอนนี้เป็นความสุขขั้นสูง โอเรกอนเป็นรัฐที่เขียวที่สุดรัฐหนึ่งของสหรัฐ เพราะฝนตกมากตลอดทั้งปี อากาศเย็นสบาย ทำให้ต้นไม้ที่นี่เขียวครึ้มโดยเฉพาะต้นสนเฟอร์ที่มีมากตามป่า และไฮเวย์ 6 ที่เราใช้ขับมานี่ก็ผ่านภูเขา ลำธาร มีที่พักชมวิวไปเรื่อยๆ หรือหากสนใจอยากชมธรรมชาติป่าสนของโอเรกอน ก็สามารถแวะ Tillamook Forest Center ที่มีนิทรรศการและภาพยนตร์เพื่อการเรียนรู้ธรรมชาติที่เหมาะสำหรับครอบครัว และทางเดินป่า หรือแม้กระทั่งสวนพร้อมที่นั่งให้นั่งเล่นได้ฟรีๆ นอกจากนั้นธรรมชาติคือจุดขายของรัฐนี้ ของงามๆ ตามธรรมชาตินี่แหละไม่ต้องสร้างเพิ่ม เพียงแต่รักษาไว้ให้ดีและอย่าทำลายก็เพียงพอแล้ว
 
ขับรถอย่างเนิบๆ กันมาประมาณ 2 ชั่วโมงเราสองคนก็มาถึงเมืองทิลลามุก เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องผลิตภัณฑ์นมและชีสของสหกรณ์เมือง ชีสขึ้นชื่อที่นี่ก็คือเชดดาร์รสกลาง (Medium Cheddar Cheese) ที่ปรุงด้วยสูตรดั้งเดิมกว่าร้อยปี สหกรณ์โคนมทิลลามุกนี้เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของคนโอเรกอน ที่นิยมทำงานร่วมกันและช่วยเหลือกัน สหกรณ์นี้มีสมาชิกกว่า 100 ครอบครัวที่เลี้ยงโคนมและหลายครอบครัวยังเป็นลูกหลานของผู้ที่ก่อตั้งสหกรณ์โคนมขึ้นมาตั้งแต่แรกเริ่มอีกด้วย

เลี้ยวขวาออกจากไฮเวย์ 6 เราขอแวะไปชมทะเลที่ประภาคารแหลมเมียเรส (Cape Meares Lighthouse) กันก่อน ประภาคารแห่งนี้เป็นประภาคารที่มีตัวตึกสั้นที่สุด (เพียง 11.5 เมตร) แต่ตั้งอยู่จุดที่สูงที่สุดของชายฝั่งทะเลโอเรกอน เป็นหนึ่งในประภาคารที่เก่าแก่มากสร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 1889 สมัยที่ยังต้องใช้แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมัน และสะท้อนแสงนั้นด้วยกระจกเลนส์พิเศษ ซึ่งในกรณีนี้คือเลนส์เฟรเนล (Fresnel) สั่งตรงมาจากปารีส พิเศษตรงที่บางและเบากว่าเลนส์กระจกชนิดอื่น แต่สามารถสะท้อนแสงได้ดีกว่า ทำให้แสงจากประภาคารแห่งนี้สามารถมองเห็นได้ไกลถึง 21 ไมล์ทะเล
 
สมัยก่อนประภาคารแต่ละที่จะต้องมีคนเฝ้า ชายฝั่งทะเลโอเรกอนมีประภาคารเรียงรายกัน 11 แห่งตั้งแต่เหนือจรดใต้เพื่อบอกเรือเดินทะเลว่าฝั่งอยู่ที่ไหน คนเฝ้าประภาคารก็มีหน้าที่คอยจุดไฟ เช็ดเลนส์ และทำนุบำรุงอุปกรณ์เครื่องใช้อื่นๆ ในประภาคารให้ทำงานได้ดีอยู่เสมอ ในอดีตที่แหลมเมียเรสนี้ คนเฝ้าประภาคารก็อาศัยอยู่ที่นี่ ครอบครัวของเขามีบ้านอยู่ห่างจากตัวประภาคารไปไม่ไกล สร้างไว้ให้เห็นประภาคารตลอดเวลา เพราะหากเกิดอะไรขึ้น (เช่นไฟดับตอนกลางคืน) เขาก็จะได้เดินมาจุดไฟได้สะดวก จนกระทั่งต่อมามีไฟฟ้า ตะเกียงก็ถูกแทนที่ด้วยหลอดไฟ และต่อมาเมื่อเทคโนโลยีนำร่องใหม่ๆ เช่นระบบจีพีเอสและระบบนำร่องออโตเมติกกลายเป็นเครื่องมือมาตรฐานสำหรับการเดินเรือ ประภาคารเหล่านี้ก็ถูกปลดระวางไปเรื่อยๆ ทั่วทั้งสหรัฐฯ หลายแห่งมีคนที่ชอบของเก่าเข้าไปซื้อ หรือไม่ก็ก่อตั้งเป็นสมาคมคนรักประภาคารเพื่อร่วมทำนุบำรุง ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวดังเช่นที่แหลมเมียเรสแห่งนี้ ตอนเราสองคนไปเที่ยวนั้นประภาคารแห่งนี้เพิ่งถูกทำลายเสียหาย มีเด็กวัยรุ่นจากท้องถิ่นนั้นเองใช้ปืนไรเฟิลมายิงกระจกและเลนส์เฟรเนลให้พังเพื่อความสะใจ คนที่นี่เสียใจกันมากและแม้ตำรวจจะสามารถจับเด็ก (เปรต) สองคนนั้นได้ แต่ก็ยังต้องใช้เวลาและเงินในการซ่อมแซมประภาคารให้กลับมาเหมือนเดิม ที่สำคัญเลนส์เฟรเนลนี้ก็เป็นเลนส์เก่าแก่ แม้จะสามารถหาซื้อมาได้ใหม่ยังไงก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ต้นสนซิทก้าที่มี 6 ลำต้นเป็นแฉก ได้ชื่อว่าต้นปลาหมึก
แหลมเมียเรสยังเป็นสถานที่เรียนรู้และชื่นชมธรรมชาติ จากที่จอดรถซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของบ้านผู้คุมประภาคาร เราเดินย้อนไปทางตะวันออกเพื่อไปชม Octopus Tree ที่อยู่ติดชายทะเลอีกด้าน ต้นปลาหมึกนี้ก็คือต้นสนซิทก้าขนาดใหญ่ ที่มีกิ่งก้านแผ่ออกมาเป็นเหมือนหนวดปลาหมึก นักโบราณคดีพบหลักฐานว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของชาวอินเดียนแดงมานานกว่า 3 พันปีแล้ว ทำให้เกิดเป็นตำนานว่าต้นไม้นี้น่าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการฝังศพชาวอินเดียนแดง เพราะพวกเขามักทำพิธีโดยนำศพใส่เรือแคนู แล้วมาฝังที่ใต้ต้นไม้ แต่บางคนก็ให้ทฤษฎีเพียงว่าชายฝั่งทะเลโอเรกอนนี้ลมแรง ก็เลยทำให้ต้นสนต้นนี้ที่น่าจะมีลำต้นสูงเดี่ยวเหมือนต้นอื่นๆ มีลำต้นแยกออกมาถึง 6 ลำต้น ต้นปลาหมึกยักษ์นี้น่าจะมีอายุมากกว่า 200 ปีแล้ว และทางโอเรกอนก็พยายามรักษาต้นไม้ใหญ่นี้ไว้โดยการกั้นรั้วไม่ให้คนขึ้นไปปีน ของมหัศจรรย์ธรรมชาติเก่าแก่เช่นนี้ นานๆ จะมีให้เห็นจนถึงทุกวันนี้

วันที่อากาศดีท้องฟ้าแจ่มใส เป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับการเที่ยวทะเลโอเรกอนที่แนบมหาสมุทรแปซิฟิก วิวตรงแหลมนี้สวยจนลืมหายใจ มีความยิ่งใหญ่อลังการของหน้าผาสูง คลื่นสีฟ้าถาโถม ลมแรง และนกหลายฝูงที่กำลังอาศัยอยู่ตามโขดหินไกลๆ เป็นฉาก ชายทะเลมักเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวสำหรับหน้าร้อนที่นี่ และจะมีอาสาสมัครท้องถิ่นมาให้ข้อมูล วันที่เราไปกันนั้นมีอาสาสมัครสองสามคนตั้งกล้องส่องทางไกลเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถส่องดูฝูงนกคอร์มอรันต์ (Cormorant) สีดำสลับขาวพักอยู่ที่หน้าผาไกลๆ ซึ่งน่าจะกำลังวางไข่ฟักไข่ตามฤดูกาลกันไป
ป้ายทางเข้าแหลมเมียเรสตรงที่จอดรถ เมื่อก่อนเป็นบ้านพักผู้ดูแลประภาคาร
นอกจากเดินชมเองแล้ว หากสนใจก็สามารถอ่านป้ายที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติบริเวณนี้ นอกจากนกมากมายแล้ว มหาสมุทรแปซิฟิกทางเหนือตรงนี้ก็ยังเป็นที่อยู่ของปลาวาฬสีเทา ที่เคยถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ ก่อนที่จะมีการออกกฏห้ามล่าวาฬเพื่อช่วยพวกมันไว้ ปลาวาฬแสนน่ารักเหล่านี้มีชีวิตตามชายฝั่งทะเลด้านนี้ทั้งแถบ โดยอพยพย้ายถิ่นฐานจากเหนือลงใต้ เดินทางกันปีละหมื่นๆ ไมล์เพื่อปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ หน้าหนาวพวกมันลงใต้แถบแคลิฟอร์เนียและเม็กซิโกไปหาอาหารและออกลูก หน้าร้อนพวกมันขึ้นเหนือที่อากาศเย็นหน่อยอยู่สบาย แต่เชื่อหรือเปล่าว่ามีปลาวาฬสีเทาหลายครอบครัวทีเดียวที่ชอบชายฝั่งโอเรกอนมากที่สุดเป็นพิเศษ ตัดสินใจตั้งรกรากกันที่นี่และไม่ยอมอพยพไปไหนไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร ทำให้ชาวโอเรกอนสามารถเห็นปลาวาฬเหล่านี้โผล่ขึ้นมาหายใจหรือไม่ก็กลับตัวให้เห็นเรือนร่างอันงดงามได้เป็นระยะๆ ตลอดทั้งปีเมื่อมาเที่ยวทะเล

ตอนหน้าจะพาไปกินอาหารและไอศรีมที่ทิลลามุกค่ะ   
เขียน – สิรินทร์ วงศ์พานิช
ภาพ – เพิ่มบุญ วงศ์พานิช

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s