The Oregon Coast (2) – Tillamook Time

จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ @Taste ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2554
แซนวิชทูน่ากับชีสและซุปแคลมชาวเดอร์ที่บลูเฮรอน
หลังจากเดินรอบและชมวิวที่แหลมเมียเรสเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาไปทานอาหารและขนมในเมืองทิลลามุกกันบ้าง เมืองทิลลามุก (Tillamook) เป็นภาษาอินเดียนแดงแปลว่า ดินแดนแห่งสายน้ำ เป็นหนึ่งในเมืองชายทะเลริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของโอเรกอนที่เก่าแก่มากที่สุด เมืองเล็กๆ ประกอบด้วยถนนหนึ่งสายซึ่งก็คือไฮเวย์ 101 แสนคลาสสิคขึ้นชื่อเรื่องชีสเชดดาร์ ที่ได้รับรางวัลประกันความอร่อย ทำจากสูตรร้อยปีของบรรพบุรุษที่ทำให้คนรักชีสทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกต้องหาเรื่องมาเที่ยวที่นี่ให้ได้
พอออกจากแหลมเมียเรสได้ เราสองคนก็รี่เข้าไปที่ Blue Heron French Cheese Company ที่อยู่ไม่ไกลนัก ที่นี่เน้นผลิตชีสแบบฝรั่งเศสมานานกว่า 30 ปีแล้ว ชีสที่ขึ้นชื่อของเขาก็คือบรี (Brie) ชีสชนิดอ่อนซึ่งมีให้ชิมทุกวันหลายรส เช่น traditional, herb & garlic และอีกมากมาย และก็ยังขายชีสของฟาร์มอื่นด้วย เช่น Oregonzola อันเป็นบลูชีสที่ทำโดย Rogue Creamery ในโอเรกอน ตั้งชื่อให้เหมือนกับบลูชีส Gorgonzola  ของอิตาลีที่มีรสชาติหอมแหลมอร่อยนั่นเอง
ด้านในบลูเฮรอนที่มีชีสนานาประเภทให้ชิมพร้อมขาย
บลูเฮรอนเป็นร้านชีสที่ไม่ใหญ่มาก แต่เหมือนทุกอย่างในสหรัฐคือมีพื้นที่ด้านนอกกว้างใหญ่ไพศาล ด้านในอันเป็นเหมือนบ้านชนบทน่ารักๆ แบ่งเป็นสามส่วนหนึ่งคือ ร้านขายของกระจุกกระจิก ร้านขายชีสและอาหารกอร์เม่ต์ต่างๆ ที่ทำจากเครื่องปรุงท้องถิ่น เช่น แยมฮักเคิลเบอร์รี่ (huckleberry) ทั้งแบบเบอรรี่ล้วนและแบบปรุงรสกับพริกและเครื่องเทศต่างๆ อีกมากมาย ดิชองมัสตาร์ด หรือดิลมัสตาร์ดจากวิลาเม็ตแวลลี่ (Willamette Valley) อันเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของรัฐโอเรกอน มีโซนกาแฟขายเอสเพรสโซ่กับขนมอบง่ายๆ ส่วนด้านหลังเป็นส่วนเดลี่ (deli) มีตู้เย็นแบบเปิดพร้อมชีสบรีแบบต่างๆ ให้เลือกชิม มีพนักงานสาวสวยคอยแนะนำ แต่พวกเราหิวกันก็เลยตรงรี่เข้าไปสั่งอาหารหน้าครัว เมนูประจำวันประกอบด้วยซุปแซนวิชง่ายๆ มีชีสเป็นเครื่องปรุงชูโรง ที่นี่ดีหน่อยเพราะมีให้สั่งแบบเต็มออเดอร์และครึ่งออเดอร์ ไม่หนักท้องกันเกินไป
รวมถึงชีส Oregonzela ที่ทำเลียนแบบบลูชีสอันโด่งดังของอิตาลี
เที่ยวบ้านนอกที่สหรัฐอย่างหนึ่งที่จะเห็นเป็นประจำโดยเฉพาะช่วงวันหยุดก็คือครอบครัวอเมริกันจะมาจากทุกทิศของประเทศเพื่อรวมญาติเหมือนกัน เราไปพอดีตอนวันทหารผ่านศึก (Memorial Day) ที่มีขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันจันทร์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ตอนแรกก็เป็นวันระลึกถึงทหารของฝ่ายเหนือ (Union) สมัยสงครามกลางเมืองของสหรัฐสมัยปีค.ศ. 1861-1865 แต่ต่อมาก็กลายเป็นวันระลึกทหารผ่านศึกชาวสหรัฐทุกคนในทุกสงคราม ซึ่งนอกจากจะเป็นวันหยุดยาวแล้วยังเป็นสัญลักษณ์กลายๆ ของการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของฤดูร้อนอีกด้วย นอกจากจะพาครอบครัวมาเที่ยวทะเลอย่างนี้แล้ว หลายบ้านก็มีปาร์ตี้ และโดยมากจะนิยมทานบาร์บีคิวกันที่บ้าน (ที่อเมริกามีบาร์บีคิวฮ๊อตไลน์เพื่อช่วยแก้ปัญหาการปรุงบาร์บีคิว เช่นไฟไหม้ จุดเตาไม่ติด หรือแม้กระทั่งวิธีหมักเนื้อ และการย่าง ฯลฯ) เป็นกิจกรรมง่ายๆ ให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติใดก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันเสมอคือต่างคนต่างรักครอบครัว หากเรานำความเหมือนกันมาใส่ใจ เราอาจจะรักกันมากกว่านี้ก็ได้ ทุกคนเป็นคนเหมือนกัน หากไม่รักชั่วเกินไป ก็น่าจะให้มูลค่ากับความดีเนื้อแท้ในใจของอีกคน มากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้จากเขา

เมืองทิลลามุกขึ้นชื่อเรื่องชีสและผลิตภัณฑ์นมทุกชนิด
ถัดไปไม่ไกลจาก Blue Heron ก็คือ Tillamook Cheese Factory อันโด่งดัง มาเที่ยวโอเรกอนหากยังไม่ได้มาโรงงานชีสแห่งนี้ ก็อย่าเพิ่งไปโม้กับใครเขาว่าได้มาโอเรกอนแล้วเป็นอันขาด ที่นี่เป็นสัญลักษณ์ของนม เนย ไอศกรีม และการกินอยู่ของชาวโอเรกอนแห่งหนึ่ง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกลายๆ มีการจัดระเบียบการเดินชมโรงงานผลิตชีสด้วยลูกศรชี้ทางขึ้นลงอย่างเป็นระเบียบ ภายในตึกด้านหน้าจะเป็นเคาน์เตอร์ขายไอศกรีมรูปตัวยูขนาดใหญ่มีถังไอศรีมหลายสิบรสทั้งหน้าตาและชื่อน่าทานจนลายตา เช่น “Udderly Peanutbutterly,” Sticky Bun, Oregon Strawberry, Maroinberry Pie, Tillamook Mudslide และรสที่มีเฉพาะในโรงงาน ไม่มีส่งขายตามซูปเปอร์ก็เช่น Cinnamon Banana Bliss, German Chocolate Cake และ Orange Sherbet แนะนำให้เดินวนเลือกรสให้เรียบร้อยก่อน สามารถขอเขาชิมได้เลย และพอตัดสินใจได้แล้ว ก็ค่อยมาสั่งตรงหน้าแคชเชียร์ มีทั้งแบบครึ่งออเดอร์ (ซึ่งใหญ่มาก) และเต็มออเดอร์ (ซึ่งมหึมา) แบบใส่ถ้วยธรรมดา หรือแบบใส่เวเฟอร์ก็มี พอจ่ายเงินเรียบร้อยเขาจะให้สลิปมาถือ เราก็เอาสลิปนั่นให้คนตักเมื่อถึงคิวเราค่ะ
ด้านหน้าของโรงงานชีสทิลลามุก ฉากหลังเป็นเมฆฝนตั้งท่า สมกับอยู่ภาคเหนือตะวันตกของอเมริกา
โรงงานชีสที่อยู่ด้านในมีทางเดินให้เดินชมเพื่อดูกรรมวิธีการทำชีสด้วยหากสนใจ ชีสแต่ละชนิดออกมาจากโรงผลิตเป็นก้อนใหญ่ๆ ถูกแพกเกจแบบต่างๆ เพื่อส่งตลาด ชีสของที่นี่เป็นชีสอเมริกันล้วน เช่น เชดดาร์หลายแบบหลายรสจาก medium ถึง sharp ซึ่งรสจัดกว่า ประเภท Monterey Jack หรือ Colby Jack (คล้ายสวิสชีส) ก็มีทั้งรสเดี่ยวและรสผสม หากชอบชีสกลิ่นแรง ก็สามารถเลือกชีสวินเทจที่เขาหมักไว้นานถึงสามปี แบบรมควัน ผสมพริกไทย ผสมพริก ทั้งแบบก้อน แบบชิ้น หรือแบบขูดก็ได้ หรือหากกลัวอ้วนขึ้นมากระทันหัน ก็สามารถเลือกแบบโลว์แฟตก็มี ตรงทางออกที่ชมโรงงานเขามีถาดชีสขนาดจัมโบ้บรรจุชีสแบบต่างๆ ไว้กองพะเนินให้ชิมตามชอบ มีชีสแบบหนึ่งเขาเรียกว่า “Squeeeky Cheese” เป็นชีสทานเล่น เคี้ยวแล้วมีเสียงเอี๊ยดอ๊อดๆ เพิ่มรสชาติ เป็นชีสที่ดังมากและมีขายเฉพาะที่โรงงานแห่งนี้เท่านั้น
มาที่นี่ก็ต้องกินไอศกรีม นี่คือขนาดธรรมดา ไม่ใช่ใหญ่
ความอ้วนมาเยือนแน่นอนหากไม่ระวังเมื่อมาเที่ยวสหรัฐอเมริกา จะเห็นว่ามีคำว่า กองพะเนิน และ มหึมา อยู่มากมายในเนื้อเรื่อง ทั้งนี้ก็เพียงสะท้อนความจริงที่ไปเห็นมาทั้งหมดด้วยสายตาใสซื่อของคนเขียน สำหรับคนที่ชอบทานของหวานสุดๆ เช่นฟัดจ์ (fudge) ที่ทำจากน้ำตาลตีกับเนยที่มักหั่นขายชิ้นบางๆ เล็กๆ พอให้ดับกระหายเพราะเป็นขนมที่หวานและมันจัดที่ประเทศอื่นนั้น ที่นี่มีขายเป็นก้อนโตประมาณหมอนหนุนรถไฟ ตัดขายตามน้ำหนักเท่าที่คุณปรารถนาให้สมกับเป็นสไตล์อเมริกัน ในรสต่างๆ ให้เลือกมากมายเหมือนเดิม เช่น Candy Bliss, Chocolate Hazelnut, Rocky Road, Maple, Dark Chocolate Coconut และ Mint Chocolate Swirl 
หน้าตาของฟัดจ์ ขนมหวานๆ เหนียวๆ เข้มข้นหลายรสขายก้อนเบ่อเร่อที่ทิลลามุก
นอกจากฟัดจ์ ไอศกรีมและชีสที่กล่าวไปแล้ว ที่นี่ยังมีซาวเวอร์ครีม (Sour Cream) โยเกิร์ต และเนยสดๆ ขาย เราสองคนทานไอศกรีมกันจนพุงกาง ซื้อเสื้อยืดฝากเพื่อนบ้าน และกระหน่ำถ่ายรูปจนพอใจจนเมฆฝนตั้งเค้ามาพอดี ก็ได้เวลาขึ้นรถขับมุ่งหน้าไปแอสทอเรีย จุดหมายปลายทางของเราในทริปนี้กันเสียที ก่อนจากกันของเล่าเรื่อง Highway 101 อันเกรียงไกรของสหรัฐให้ฟังค่ะ Route 101 นี้เป็นเส้นทางแสนจะคลาสสิคสุดโรแมนติกสายหนึ่งของประเทศนี้ พาดจากเหนือลงใต้และใต้ขึ้นเหนือ ผ่านสามรัฐได้แก่แคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และวอชิงตัน เลียบมหาสมุทรแปซิฟิกและมีหลายจุดที่แสนสวยโรแมนติกจนต้องหยุดดู ถ่ายรูปโอบกอดกันตามประสา แถบนี้มีหมู่บ้านชาวประมง และมีอาหารทะเลขายมากมาย โดยเฉพาะปูดังเจอร์เนส (Dungerness) ตัวโตเนื้อเยอะ ไว้จะเล่าให้ฟังค่ะ
สายพานผลิตชีสที่โรงงานชีสทิลลามุก
ข้อมูลของ Blue Heron French Cheese Company มีที่ www.blueheronoregon.com

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Tillamook Cheese Factory มีที่ www.tillamook.com

ข้อมูลการท่องเที่ยวโอเรกอนมีอย่างมากที่ www.traveloregon.com

อ่านเที่ยวทะเลโอเรกอนตอนที่ 1 ได้ที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s