The Oregon Coast – On to Astoria

The Astoria-Megler Bridge running across the Columbia River between Oregon to Washington
จากกรุงเทพธุรกิจ @Taste ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม 2554 

หากดูตามแผนที่จะเห็นว่าเมืองแอสทอเรีย (Astoria) อยู่ติ่งเหนือสุดของรัฐโอเรกอน เมืองนี้อยู่ห่างจากทิลลามุกเพียง 80 กม. แต่ไฮเวย์ 101 เป็นทางสองเลนสวนกันและคดเคี้ยวนิดหน่อยเพราะเลียบชายฝั่งทะเล ก็เลยต้องขับช้าหน่อยเป็นธรรมดา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ

Astoria town view from the Astoria Column
แอสทอเรียเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดทางฝั่งตะวันตกของเทือกเขาร็อกกี้ และในปีนี้มีการฉลองครบ 200 ปีกันทั้งปี คนอเมริกันมีประวัติอพยพย้ายถิ่นจากทางตะวันออกมาตะวันตก และแอสทอเรียก็เป็นหนึ่งเมืองที่คนจากตะวันออกพยายามมาตั้งรกรากและสร้างเมืองใหม่ เชื่อหรือไม่ว่าคนที่ก่อตั้งเมืองนี้ก็คือ John Jacob Astor ต้นตระกูล Astor ที่ร่ำรวยมากที่สุดตระกูลหนึ่งในสหรัฐอเมริกา (และเป็นผู้ก่อตั้งโรงแรมหรูหรามากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ Waldorf-Astoria ที่แรกที่ปัจจุบันกลายเป็นตึก Empire State Building ในนิวยอร์คและเครือโรงแรม St. Regis) ส่งคนเดินทางมามุมนี้ของประเทศเพื่อทำการค้าขนสัตว์ เขาทำได้สำเร็จและร่ำรวยยิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็ด้วยการล่าสัตว์ที่มีขนสวยๆ จนแทบหมดป่า มาที่นี่ใจต้องแข็งนิดนะคะเพราะเงินที่ใช้สร้างเมืองนี้ว่าไปก็มาจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและสัตว์ป่าแทบทั้งนั้น 
John Jacob Astor, the town’s first businessman and founder
พื้นที่ของแอสทอเรียเป็นพื้นที่ภูเขา มีบ้านตั้งอยู่เรียงรายตามเนิน ทำให้มีชื่อเรียกเก๋ๆ ว่าเป็นซานฟรานซิสโกของโอเรกอน เมืองนี้ไม่ใหญ่มากมีแหล่งธุรกิจใหญ่ก็ตรงริมน้ำและถนน River Walk, Marine Drive และถนน Commercial ที่มีสถานที่สำคัญๆ และร้านอาหารอร่อยๆ รวมไว้ทั้งหมด แม้จะเป็นเมืองเล็ก แอสทอเรียก็เป็นเมืองที่มีความน่าสนใจและคาแร็กเตอร์ที่เก๋ ทำให้คนพอร์ตแลนด์และรัฐวอชิงตันชอบมาเที่ยว หรือไม่ก็มาตั้งรกราก หาธุรกิจเล็กๆ ทำให้พอคลายเหงายามใกล้เกษียณ
Astoria’s Commercial Street
แม่น้ำโคลัมเบีย (Columbia River) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตและธุรกิจของชาวโอเรกอน มาที่นี่จะได้ยินชื่อโคลัมเบียบ่อยมาก แม่น้ำแห่งนี้ไหลมาจากเทือกเขาร็อกกี้ เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและเป็นตัวแบ่งดินแดนของรัฐโอเรกอนจากรัฐวอชิงตัน ในอดีตแม่น้ำแห่งนี้อุดมสมบูรณ์มากไปด้วยปลาแซลมอนทุกพันธุ์ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของทั้งคนและสัตว์ ชาวอินเดียนแดงรับประทานและถนอมปลาแซลมอนที่มักจะว่ายทวนน้ำมาเพื่อวางไข่ในบริเวณนี้ปีนึงหลายสิบล้านตัว และเมื่อคนขาวเข้ามาตั้งรกรากก็ได้อาศัยปลาแซลมอนนี่เองเป็นตัวทำมาหากิน มีการตั้งโรงงานทำปลาแซลมอนกระป๋องมากหลายสิบแห่งริมแม่น้ำแห่งนี้ มีการจ้างแรงงานทั้งคนขาว คนจีนและม้าเพื่อการประมงลากอวน จนในที่สุดปลาแซลมอนก็ลดจำนวนลงจนธุรกิจดำเนินต่อไปไม่ได้ โรงงานปลากระป๋องก็ค่อยๆ ปิดตัวลงจนไม่เหลือเลยในปัจจุบัน
Blue Scorcher Cafe – a vibrant vegetarian food and bakery scene in Astoria
โรงแรมที่เราไปพักชื่อ Cannery Pier Hotel สร้างขึ้นจากโรงงานปลาแซลมอนกระป๋องเก่าที่อยู่ติ่งสะพานปลาใต้สะพานแอสทอเรียที่เชื่อมระหว่างโอเรกอนและวอชิงตัน โรงงานปลากระป๋องแห่งนี้เป็นโรงงานของสหกรณ์ชาวประมงน้ำจืดที่รวมตัวกันสร้างโรงงานปลากระป๋องขึ้นมาเองหลังจากหลายปีแห่งการโดนกดขี่ค่าปลาที่โรงงานเอกชนรายอื่นรับซื้อ แต่เมื่อธรรมชาติหมดลง ปลาไม่มีให้จับโรงงานปลากระป๋องเหล่านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยโรงแรม ร้านค้า มีอีกที่หนึ่งที่ยังคงเก็บรักษาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ก็คือที่ Hanthorn Cannery Museum บน Pier 39 อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันออกอีกประมาณสองสามไมล์

แต่แม่น้ำโคลัมเบียก็ยังขึ้นชื่อเรื่องความอันตรายของร่องน้ำ แต่ด้วยความที่เป็นแม่น้ำสายหลักสำหรับขนส่งสินค้าในแถบนี้ทำให้เป็นแม่น้ำที่มีเรือเดินสมุทรเข้ามาจำนวนมาก และคนที่ทำให้เรือเหล่านั้นสามารถผ่านร่องน้ำโคลัมเบียเข้ามาได้อย่างปลอดภัยก็คือกัปตันนำร่อง (bar pilot) ที่มีหน้าที่บอกร่องน้ำให้แก่เรือเดินสมุทร วิธีทำงานของบาร์ไพล็อตเหล่านี้คือทุกครั้งที่มีเรือสมุทรเดินทางเข้ามาปากแม่น้ำ เขาจะต้องออกไปรับโดยมีทีมงานขับเรือออกไปส่งท่ามกลางสภาพอากาศอันแปรปรวนของที่นี่ ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องคลื่นลมจะแรงแค่ไหน กัปตันนำร่องก็จะต้องปีนบันไดเชือกที่พาดอยู่ด้านข้างของเรือเดินสมุทรลำใหญ่เหล่านั้นให้ได้ จากนั้นเขาก็จะไปที่ห้องกัปตัน และกำกับเส้นทางร่องน้ำให้แก่กัปตันของเรือที่มักมาจากต่างถิ่น ให้สามารถเดินเรือผ่านร่องน้ำที่อันตรายของแม่น้ำโคลัมเบียให้ได้ 
Bar pilot ship on the Columbia River
เนื่องจากเป็นอาชีพที่เสี่ยงชีวิต บาร์ไพล็อตจึงทำเงินได้ดี มีการก่อตั้งสมาคมบาร์ไพล็อตขึ้นที่แม่น้ำโคลัมเบียเพื่อรักษามาตรฐานอาชีพไว้ บาร์ไพล็อตคนที่มีชื่อเสียงมากของแอสทอเรียก็คือกัปตันจอร์จ ฟลาเวล (George Flavel) ซึ่งนอกจากจะเป็นบาร์ไพล็อตแล้วเขายังเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยมากคนหนึ่ง เหลนของเขามอบบ้านที่เขาดั้งเดิมอยู่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองในปี 1934 ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมจนถึงปัจจุบัน
Flavel House Museum
แอสทอเรียขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล ปลาแซลมอน และปลาทูน่า ที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางการผลิตปลาทูน่ากระป๋องประมาณเดียวกับเมืองดีทรอยต์ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตรถของสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น แซนวิชทูน่าอันเป็นอาหารอเมริกันที่ได้รับความนิยมอย่างมากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยังมีต้นกำเนิดที่แอสทอเรียนี้เอง  

ปัจจุบันแม้ว่าปลาแซลมอนจะลดจำนวนลงอย่างมาก ทั้งด้วยอุตสาหกรรมการประมงและการสร้างเขื่อนต้นน้ำที่ทำให้ปลาไม่สามารถว่ายทวนน้ำขึ้นมาวางไข่ได้ตามธรรมชาติแล้ว แต่ด้วยฝีมือมนุษย์เราก็ยังพอหาปลาแซลมอนทานได้อยู่ ปลาแซลมอนที่ขึ้นชื่อย่านนี้ก็คือ King หรือ Chinook Salmon ที่นำมาปรุงเป็นอาหารทั้งแบบสดและรมควัน ส่วนอาหารทะเลอื่นๆ ที่ขึ้นชื่อก็ได้แก่ปู Dungerness ปลาสเตอร์เจี้ยน ซึ่งทั้งหมดก็นำมาปรุงอาหารเช่น ฟิชแอนด์ชิพที่แสนจะสด และแคลมชาวเดอร์อันเป็นซุปทะเลแบบอเมริกันที่ข้นเต็มคำ เหมาะกับการทานเวลาอากาศหนาวๆ ที่สุด 
Astoria’s Old 300 – the refurbished 1913 streetcar
ถนน River Walk ที่เลียบแม่น้ำโคลัมเบียนี้ยาวประมาณ 4 ไมล์จากต้นถนน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม Cannery Pier วันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่มีเรือท่องเที่ยวมาจอดก็จะมีรถรางโบราณวิ่งไปเพื่อมารับคนด้วย ปลายสุดถนนมี Columbia River Maritime Museum อันเป็นจุดเด่นของเมืองนี้ เพราะเป็นสถานที่ๆ เราได้ชมวิถีชีวิตของคนในแถบแม่น้ำโคลัมเบียตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และการทำงานของนักเดินเรือ ชาวประมง โดยเฉพาะการทำงานที่อันตรายทุกขั้นตอนสมกับเป็นการผจญภัยในชีวิตจริงของบาร์ไพล็อต และเรือช่วยชีวิตแบบ “CG-44300 Motor Lifeboat” ที่โด่งดัง เพราะสามารถฝ่าคลื่นลมแรงของพื้นที่ส่วนนี้ได้ทุกประเภท เป็นเรือที่คว่ำแล้วหงายเองได้ และเป็นต้นแบบของเรือช่วยชีวิตอีกหลายลำในโลกนี้
Scrumptious Albacore tuna fish and chips from Bowpicker
หากออกจากพิพิธภัณฑ์มาริไทม์แล้วหิว ร้านที่อร่อยมากๆ มีสองร้านใกล้ๆ หนึ่งคือ Bowpicker เป็นร้านฟิชแอนด์ชิพขายกันสองสามีภรรยา ร้านเป็นเรือเก่านำมาทำใหม่ให้เป็นครัวร้านอาหารเล็กๆ ที่เด็ดมากเพราะขายอาหารอย่างเดียวคือฟิชแอนด์ชิพ เลือกได้ว่าจะทานถาดใหญ่หรือเล็ก จะเอาฟรายส์เพิ่มไหม และซื้อเครื่องดื่มกระป๋องได้โดยจ่ายสตางค์พร้อมกับอาหารและไปหยิบเครื่องดื่มเองในกระติกน้ำใต้ต้นไม้ที่อยู่ใกล้กัน ฟิชแอนด์ชิพร้านนี้หน้าตาเหมือนนักเก็ตไก่ทอด แต่เป็นเนื้อขาวแน่นๆ ของทำจากปลาทูน่าอัลบาคอร์ที่แสนจะสดชุบแป้งทอดกรอบ ใส่ถาดมาให้พูนๆ รองด้วยมันฝรั่งชิ้นใหญ่ทอดใหม่ๆ สีทองอร่ามน่าทาน พร้อมซอสมะเขือเทศและทาท่าร์ แค่ทานเปล่าๆ ร้อนๆ ควันฉุยก็แสนจะอร่อย ปลาทอดได้กรอบนอกนุ่มชุ่มในเก็บความสดจากทะเลแปซิฟิก ทานแล้วทานอีกจนหมดถาด วันที่เราไปฝนตกอีกเช่นเคยก็เลยนั่งทานกันในรถ มองสายฝนปรอยๆ ด้านนอกไป ทานปลาทอดไปแสนจะโรแมนติก
Queuing up at Bowpicker
หากใครอยากทานซุปแคลมชาวเดอร์ ร้านที่อยากแนะนำก็คือ Charlie’s Chowder and Coffee House บนถนน Marine Drive ร้านนี้ตกแต่งให้บรรยากาศทะเล มีเซิร์ฟบอร์ดเป็นกระดานเมนู ที่รองจานเป็นรูปเสื้อฮาวาย มีชั้นหนังสือ มีตู้ไอติม และมีมุมกาแฟ ของอร่อยของเขาก็คือ Boston Clam Chowder ที่เป็นครีมขาว และ Manhattan Clam Chowder ที่ทำจากอาหารทะเลนานาชนิด (ไม่เพียงแต่หอยลาย) เช่น ปลา กุ้ง ปู ในซุปมะเขือเทศและเครื่องเทศ เหมาะสำหรับสาวๆ ที่อาจเบื่อครีมข้น ทานกับแครกเกอร์ในวันอากาศหนาวๆ ลมเย็นๆ ของแอสทอเรียแล้วไม่ยิ้มออกมากว้างๆ ก็ให้รู้ไปค่ะ


The 14th Street Cafe on Commercial Street
บนถนน Commercial เราจะเห็นทั้งร้านค้าน่ารักๆ เช่น J.C. Penny ห้างใหญ่ที่อยู่ที่นี่แล้วเล็กนิดเดียว และหลักฐานการสร้างเมืองแอสทอเรียเมื่อสองร้อยปีก่อน เมืองนี้ถูกไฟไหม้ใหญ่ไปสองหน ก็เลยต้องเปลี่ยนจากตึกไม้มาเป็นตึกอิฐอย่างที่เห็น โรงหนัง Liberty Theatre ที่เก่าแก่มากสมัยค.ศ. 1925 ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่และเป็นสถานที่หลักของชุมชน เป็นทั้งโรงหนัง โรงละคร และศูนย์ประชุมของเมืองเมื่อมีงานสำคัญๆ อีกด้วย
Astoria Heritage Museum
อีกที่หนึ่งที่อยากแนะนำก็คือ Pier 39 ที่อยู่ห่างจากเมืองไปหน่อยต้องขับรถไป ที่นี่เคยเป็นโรงงานปลากระป๋องเก่าที่ดังมากยี่ห้อ Bumble Bee ที่มีอายุมากที่สุดและถูกเก็บรักษาไว้โดยลูกหลานชาวแอสทอเรียที่ยังคงคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ แห่งการหาปลา และทำปลากระป๋องเลี้ยงชีพ ตรงนี้มี Rogue’s ร้านอาหารแบบผับตั้งอยู่ริมน้ำ เดินเล่นที่ Hanthorn Cannery Museum ที่มีการเก็บรักษาเครื่องมือบรรจุปลากระป๋อง เรือหาปลา และด้านในมีร้านกาแฟ Coffee Girl อย่างเก๋อยู่ มาทานกาแฟหรืออาหารก็ได้ เขาเสิร์ฟอาหารเช้าและเที่ยง แต่ควรลองคาปูชิโน เพราะที่นี่เขานอกจากจะชงกาแฟได้หอมเข้มอร่อยแล้ว ยังได้รับรางวัลการตกแต่งหน้าคาปูชิโนหรือช็อกโกแลตร้อนได้น่ารักไม่เหมือนใคร พร้อมชมวิวที่หาที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ นั่นก็คือวิวแม่น้ำโคลัมเบียอันแสนยิ่งใหญ่ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของวิถีมนุษย์และสัตว์ เหมือนมาถึงแล้วที่โอเรกอน รัฐแห่งธรรมชาติ และวิถีชีวิตที่อิงธรรมชาติ ไม่สามารถตัดออกจากกันได้เลย แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตาม


Coffees at Coffee Girl at Pier 39
โรงแรมที่แนะนำในแอสทอเรียคือ The Cannery Pier Hotel ตั้งอยู่บนโรงงานปลากระป๋องเก่า ริมแม่น้ำโคลัมเบียอย่างเก๋ ที่นี่มีรถโบราณที่คุณสามารถจองออกไปทานอาหารเย็นได้อย่างมีสไตล์ ทุกห้องได้วิวแม่น้ำและภายในห้องเขาจะมี แผ่นพับสำหรับให้เรานั่งดูเรือที่แล่นเข้าออกแม่น้ำโคลัมเบียเป็นประจำ ดูรายละเอียดได้ที่ www.cannerypierhotel.com

Columbia River Maritime Museum รายละเอียดที่ www.crmm.org

Astoria Heritage Museum และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองมีรายละเอียดที่ http://www.cumtux.org

ข้อมูลการท่องเที่ยวโอเรกอนมีอย่างมากที่ www.traveloregon.com

สายการบินเดลต้า บินกรุงเทพ – นาริตะ พอร์ตแลนด์ โอเรกอน รายละเอียดดูได้ที่ www.delta.com หรือโทร 02-660-6900
เขียน – สิรินทร์ วงศ์พานิช
ภาพ – เพิ่มบุญ วงศ์พานิช

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s